นับถอยหลังเลือกตั้ง 2569 เกมการเมืองยังไม่ปิด ชี้ขาดที่ฐานเสียง–ความน่าเชื่อถือ

การเลือกตั้งปี 2569 เดินหน้าเข้าสู่เฟสสุดท้าย นักรัฐศาสตร์มองสนามการเมืองยังมีความไม่แน่นอนสูง ท่ามกลางโจทย์เฉพาะตัวที่แต่ละพรรคต้องเผชิญ


เมื่อการเลือกตั้งทั่วไปวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ใกล้เข้ามา การเมืองไทยกำลังเดินเข้าสู่ช่วงเวลาสำคัญของการแข่งขัน โดยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กำหนดให้มีการเลือกตั้งนอกราชอาณาจักร ระหว่างวันที่ 19–30 มกราคม ขณะที่การเลือกตั้งล่วงหน้าในประเทศ จะมีขึ้นในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ ก่อนเข้าสู่วันลงคะแนนจริงอย่างเป็นทางการในอีกไม่ถึงสองสัปดาห์ข้างหน้า

สิ่งที่น่าสนใจ คือ ภาพรวมของสนามการเมืองครั้งนี้ ยังไม่ปรากฏปัจจัยใดที่เป็น “ตัวชี้ขาด” อย่างชัดเจน ลักษณะการแข่งขันแตกต่างจากการเลือกตั้งหลายครั้งที่ผ่านมา ซึ่งมักถูกมองว่าเป็นการช่วงชิงคะแนนกันระหว่างขั้วหลักอย่างตรงไปตรงมา

อ.ดร.สติธร ธนานิธิโชติ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สะท้อนมุมมองต่อทีมข่าว ข่าวหุ้นธุรกิจ ว่า การเลือกตั้งปี 2569 มีลักษณะเป็นการแข่งขันแบบ “ของใครของมัน” มากกว่าการแย่งคะแนนระหว่างฝ่าย โดยแต่ละพรรคการเมืองต้องต่อสู้กับความเชื่อมั่นของฐานเสียงตัวเองเป็นหลัก เนื่องจากฐานเสียงของแต่ละขั้วมีความแตกต่างกันชัดเจน และยากที่จะจูงใจให้เปลี่ยนขั้วทางอุดมการณ์

อ.ดร.สติธร ธนานิธิโชติ | ภาพจาก : คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

อ.ดร.สติธร ระบุว่า ฝ่ายหนึ่งมีฐานความคิดเชิงชาตินิยม ความมั่นคง อธิปไตย และความรักชาติ ขณะที่อีกฝ่ายมีฐานแนวคิดในอีกชุดหนึ่ง ซึ่งทั้งสองฝ่ายไม่สามารถดึงคะแนนจากกันและกันได้โดยตรง ทำให้การแข่งขันในสนามเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ใช่เกมแย่งคะแนนกันระหว่างขั้ว แต่เป็นการแข่งขันภายในฐานเสียงของแต่ละฝ่ายเอง

โจทย์สำคัญคือ การดึงฐานเสียงของตัวเองให้มั่นคง และไม่ปล่อยให้พรรคที่เป็นตัวแปรมาแย่งคะแนนไปได้

เนื่องจากพรรคการเมืองในตำแหน่งกึ่งกลาง มีศักยภาพในการแย่งคะแนนจากทั้งสองขั้ว และอาจกลายเป็นตัวแปรที่ทำให้ผลการเลือกตั้ง “พลิกได้” ในช่วงท้าย

ทั้งนี้ อ.ดร.สติธร มองว่า โครงสร้างการแข่งขันในปี 2569 มีลักษณะแตกต่างจากการเลือกตั้งปี 2566 ซึ่งในขณะนั้นภาพการแข่งขันแบ่งขั้วชัดเจนมากกว่าปัจจุบัน ขณะที่การเลือกตั้งครั้งนี้ ภาพของขั้วทางการเมืองยังไม่ตัดกันอย่างชัดเจนในลักษณะเดียวกัน

สำหรับประเด็นว่าช่วงใกล้วันลงคะแนน พรรคการเมืองควรเน้นการนำเสนอนโยบายหรือภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือ อ.ดร.สติธร มองว่า ทั้งสองเรื่องเป็นสิ่งเดียวกัน เนื่องจากนโยบายจะมีพลังได้ก็ต่อเมื่อมาพร้อมความน่าเชื่อถือของผู้เสนอ

“นโยบายใหม่ถ้าไม่น่าเชื่อถือก็ขายไม่ได้ เช่น หากมีพรรคเล็กเสนอสุ่มแจกเงินล้าน อาจกลายเป็นเรื่องตลก แต่หากเป็นพรรคใหญ่เสนอ ก็อาจถูกนำมาวิเคราะห์ความเป็นไปได้ และขึ้นอยู่กับว่าถูกจริตประชาชนหรือไม่”

อ.ดร.สติธร ระบุเพิ่มเติมว่า ช่วงสำคัญของการเลือกตั้งต้องอาศัย “นโยบาย” เป็นหลัก แต่ต้องชัดเจนว่า นโยบายดังกล่าวมุ่งเป้ากลุ่มใด และใครเป็นผู้มีศักยภาพในการผลักดันให้เกิดขึ้นจริง เนื่องจากประชาชนในรอบนี้คาดหวังต่อการเมืองมากขึ้น และไม่ตอบรับนโยบายขายฝัน หรือการเสนอแจกผลประโยชน์แบบไร้ความเป็นไปได้

“ปล่อยนโยบายได้ แต่ต้องมีคนทำที่น่าเชื่อ หรือขายคนอย่างเดียวก็ไม่ได้ รอบนี้แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีไม่มีอะไรติดมือมาไม่ได้”

อย่างไรก็ตาม อ.ดร.สติธร มองว่า แม้จะใกล้วันลงคะแนน แต่ภาพการแข่งขันยังเปิดกว้าง และยังมีโอกาสพลิกผันได้จากปัจจัยทางการเมืองที่อาจเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่เหลือ โดยเกมการเมืองจะตัดสินกันจริงในวันลงคะแนนเสียง

ในมุมมองของตลาดทุน หากพิจารณาจากสถิติการเลือกตั้งในช่วงกว่า 20 ปีที่ผ่านมา พบว่า ตลาดหุ้นไทยมีแนวโน้มให้ผลตอบแทนเป็นบวกในช่วงก่อนการเลือกตั้ง โดยเฉลี่ยอยู่ที่ราว 3% ภายในระยะเวลา 1–2 สัปดาห์ก่อนวันลงคะแนน และยังสามารถปรับขึ้นต่อได้ในระยะถัดไป หากการจัดตั้งรัฐบาลเป็นไปอย่างราบรื่นและมีเสถียรภาพ

ทิศทางตลาดหลังการเลือกตั้ง จะขึ้นอยู่กับระยะเวลาในการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่เป็นสำคัญ ซึ่งจะเป็นตัวบ่งชี้ทั้งระดับเสถียรภาพทางการเมือง และความชัดเจนของทิศทางนโยบายเศรษฐกิจด้วย

อีก 3 โค้ง ก่อนถึงวันตัดสินจริง เกมยังอยู่ในมือประชาชน…

Back to top button