
พาราสาวะถี
เข้าสู่ช่วง 2 สัปดาห์สุดท้ายก่อนหย่อนบัตร ความเข้มข้นในการหาเสียงจะเพิ่มขึ้นตามลำดับ
เข้าสู่ช่วง 2 สัปดาห์สุดท้ายก่อนหย่อนบัตร ความเข้มข้นในการหาเสียงจะเพิ่มขึ้นตามลำดับ มาถึงตรงนี้ อาจจะสามารถแยกแยะกลุ่มก้อนทางการเมืองกันได้ว่าใครพวกไหน แต่คงไม่ชัดเจนเรื่องการจับมือตั้งรัฐบาลตั้งแต่มีฝ่ายค้ำ มันทำให้ความแน่นอนคือ ความไม่แน่นอน พรรคที่อ้างหลักการ อุดมการณ์ให้ดูดี ท้ายที่สุดก็เลือกหนทางที่จะรักษาผลประโยชน์ส่วนตัวเป็นด้านหลัก อย่างไรก็ตาม โจทย์การเมืองว่าด้วยสมการตั้งรัฐบาลอาจเป็นภาคบังคับที่ทำให้ขยับอะไรกันได้ไม่มาก
แม้ว่าสองพรรคที่ร่วมทำเอ็มโอเอระหว่างกันทั้งภูมิใจไทยกับประชาชน จะถอยท่าที จากที่มีประเด็นมาตรา 112 เป็นตัวปิดกั้นไม่อาจร่วมรัฐบาลกันได้ ล่าสุด ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ไปปราศรัยที่นราธิวาส ก็ประกาศ จะไม่มีการขานชื่อ อนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี จากพรรคประชาชนอีกแล้ว เป็นเพียงลีลาเพื่อขอคะแนนเสียง เพื่อหวังให้พรรคสีส้มชนะมาเป็นอันดับ 1 ชิงความชอบธรรมในการจัดตั้งรัฐบาล หรือความจริงคือ ยังมีปัญหาเดิมที่พรรคสุดโต่งไม่สามารถฝ่าด่านสกัดกั้นได้
พิจารณาจากความเป็นจริงทางการเมือง โอกาสของการตั้งรัฐบาลของพรรคสีส้มกรณีเป็นผู้ชนะเลือกตั้ง คงหนีไม่พ้นปมที่จะถูกเตะตัดขาเหมือนรอบที่ผ่านมา อย่าลืมว่า มีคดี 44 สส.ที่อยู่ในมือของ ป.ป.ช. รอวันชี้ชะตาอยู่ ซึ่งนั่นไม่มีใครเดาได้ว่าจะถูกหยิบยกขึ้นมาเคาะเมื่อไหร่ แค่เรื่องเดียวก็เป็นเหตุให้ว่าที่ สส.หากได้รับเลือกกลับเข้าสภากันมาทั้งหมด หายวับไปกับตาหลายสิบราย ยังไม่นับรวมความไม่ชัดเจนเรื่องการแก้มาตรา 112 ที่จะเป็นเหตุในการไม่เข้าร่วมรัฐบาลของพรรคที่ถูกเชื้อเชิญ
หากทิศทางการเลือกตั้งแนวโน้มของผลที่จะออกมา เป็นไปตามโพลทั้งหลายที่ปรากฎสู่สายตาประชาชนเวลานี้ เสียงที่จะโหวตให้ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ แคนดิเดตนายกฯ พรรคประชาชน กับ ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตฯ จากเพื่อไทย ไม่ได้ทิ้งห่างกัน เช่นเดียวกับคะแนนที่เตรียมจะโหวต สส.แบบแบ่งเขต อาจมีห่างกันระดับที่เกิน 10 เปอร์เซ็นต์คือ เสียงที่จะเลือกพรรคหรือ สส.ปาร์ตี้ลิสต์ ซึ่งนั่นมันก็ชวนให้นึกย้อนกลับไปยังการตั้งรัฐบาลหลังการเลือกตั้งคราวที่ผ่านมา
จริงอยู่ที่ครั้งนั้นตัวแปรอยู่ที่ สว.ซึ่งมีอำนาจในการร่วมโหวตเลือกนายกฯ หนนี้ใช้เสียงของสส.ล้วนๆ ถ้ายึดตามมารยาทการเมืองที่ผ่านมา ก็จะปล่อยให้พรรคอันดับ 1 ประสานความร่วมมือกับพรรคการเมืองต่าง ๆ ในการจัดตั้งรัฐบาลก่อน หากทำไม่ได้ก็จะเป็นโอกาสของพรรคอันดับสอง เมื่ออ่านจากความเคลื่อนไหว ณ ปัจจุบัน การที่พรรคสีน้ำเงินเข้าป้ายเป็นอันดับ 3 ถามว่าจะกล้าไปจับมือเป็นเบี้ยล่างให้กับพรรคสีส้มหรือไม่ แล้ว กองหนุนอย่างฝ่ายอนุรักษ์นิยมจะยินยอมหรือเปล่า
แทบไม่ต้องรอคำตอบ นั่นเท่ากับว่าสูตรการเมืองก็ไหลกลับไปที่จุดเดิมเหมือนคราวตั้งรัฐบาล เศรษฐา ทวีสิน เพียงแต่ครั้งนี้จะแตกต่างออกไป ตรงที่เพื่อไทยคงต้องดูคะแนนเสียงที่ได้ หากพรรคแกนนำกับพรรคอันดับรองรวมกันแล้ว ได้เสียงเกินกึ่งหนึ่งหรือปริ่ม ๆ อาจจะเลือกพรรคที่ไม่ใช่ขนาดกลาง เพราะจะเป็นปัญหาในการจัดสรรโควตารัฐมนตรี จึงน่าจะใช้วิธีดึงพรรคขนาดเล็กที่รวบรวมเสียงได้แล้ว ทำให้รัฐบาลมีเสถียรภาพ หรือหากจำเป็นก็จะเลือกพรรคขนาดกลางที่สร้างปัญหาน้อยที่สุด
สูตรที่คุยกันไว้เบื้องต้นเป็นเพื่อไทย ภูมิใจไทย รวมไทยสร้างชาติ ประชาชาติ โอกาสใหม่ และพรรคเล็กเท่าที่จำเป็น โดยมีประชาธิปัตย์เป็นตัวสอดแทรก ขณะที่กล้าธรรมกลายเป็นของแสลง เว้นแต่พรรคสีน้ำเงินได้เป็นแกนนำนั่นก็อีกเรื่อง ซึ่งสมการดังว่านี้ต้องรอดูการหาเสียงช่วงโค้งสุดท้าย หากฝ่ายกุมอำนาจไม่ใช้วิชาสามานย์เล่นงานพรรคนายใหญ่ ก็เท่ากับว่าเป็นการยืนยันความเป็นไปได้ของแนวทางนี้ และ จะยิ่งชัดเจนขึ้นหาก 10 รายชื่อนักการเมืองเอี่ยวขบวนการสีเทาถูกชี้ไปที่พรรคสีส้มเพียงพรรคเดียว
นอกเหนือจากประเด็นทางการเมืองที่จะถูกหยิบยกมาเป็นเรื่องปราศรัย พูดพาดพิงกันไปมาระหว่างหาเสียงแล้ว นโยบายขายฝันหรือประชานิยมก็จะเป็นอีกปัจจัยที่จะถูกนำไปโจมตี นาทีนี้เพื่อไทยกำลังเป็นตำบลกระสุนตกถูกรุมวิจารณ์แรงทั้งจากพรรคการเมืองด้วยกันเอง และบรรดานักวิชาการ นักเคลื่อนไหวพวกขาประจำ เกี่ยวกับ นโยบายสร้างเศรษฐีเงินล้านวันละ 9 คน การชูโครงการในลักษณะนี้เป็นสิ่งที่พรรคนายใหญ่ถนัด และใช้มาตลอดทุกสนามเลือกตั้งที่ผ่านมา
แน่นอนว่าง่ายสุดที่ฝ่ายตรงข้ามจะหยิบไปโจมตีคือ ความล้มเหลวจากการผลักดันเงินดิจิทัลหมื่นบาทรวมไปถึงการตั้งข้อสงสัยเรื่องกระบวนการที่จะดำเนินการ เข้าข่ายผิดกฎหมายโน่นนี่นั่นหรือไม่ ซึ่งในมุมของพรรคที่เสนอย่อมมีคำอธิบาย อยู่ที่ว่าประชาชนจะเชื่อถือฝ่ายไหนเท่านั้น เพื่อไทยก็ต้องอาศัยความสำเร็จในอดีตจากหลายโครงการมาเป็นเครื่องหมายรับประกันว่าทำได้ ส่วนฝ่ายตรงข้ามก็จะหาเหตุลดทอนความน่าเชื่อถือ โดยเฉพาะการเป็นรัฐบาล 2 ปีที่ถูกมองว่า ไม่มีผลงานอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน
ตรงนั้น ต้องไม่ลืมว่าพรรคนายใหญ่โดนกระทำอะไรบ้าง จนกระทั่งการเกิดรัฐบาลอายุสั้น ที่แม้จะเข้ามาทำหน้าที่ผู้นำประเทศเพียง 2 เดือน ประชาชนก็คงจะสามารถตัดสินใจได้ว่า ยังจะไว้วางใจให้อนุทินเป็นผู้นำประเทศอีกหรือไม่ ไม่ต่างกันกับ พรรคสีส้มที่พบว่าการเลือกเป็นฝ่ายค้ำนั้นคือความผิดพลาด สรุปทั้ง 3 พรรคตัวเต็งนั้น ล้วนแต่มีบาดแผลที่ต่างกัน อันจะเป็นจุดให้คนได้ชั่งใจในการพิจารณาว่าจะเลือกแบบไหน เพื่อเข้าไปแก้ปัญหาที่แท้จริงของประชาชนได้
พรรคสีแดงถูกโจมตีเรื่องตระบัดสัตย์ พรรคส้มก็เสียศูนย์จากการไปอุ้มสมเสี่ยหนูมาเป็นผู้นำ และเสียหายต่อกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ขณะที่ พรรคน้ำเงินภาพของความเป็นตัวแทนสายตรงฝ่ายอนุรักษ์นิยม ก็เป็นตัวตัดคะแนนเสียงจากฝ่ายประชาธิปไตยไปโดยสิ้นเชิง จากจุดสตาร์ทที่ไม่มีใครได้เปรียบชนิดออกตัวแรง มันจึงอยู่ที่ช่วงโค้งสุดท้ายจริง ๆ ว่าพรรคไหนจะมีทีเด็ด ประเภทลุกขึ้นตะโกนในโรงหนังเหมือนในอดีตอาจไม่เห็น แต่การเล่นเกมใต้ดิน ชกใต้เข็มขัดยังเชื่อว่าจะถูกงัดออกมาใช้ แน่นอน
อรชุน