ปริศนาบาทแข็ง..ผ่านแว่นขยายผู้ว่าธปท.!?

ปรากฏการณ์ “เงินบาทแข็งค่าสุดรอบ 5 ปี” สวนทางเศรษฐกิจไทยที่ถดถอยเติบโต 2% ทำให้หน่วยงานเกี่ยวข้องตลอดจนผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย จึงต้องไขปริศนาสาเหตุ (ที่แท้จริง)


ปรากฏการณ์ “เงินบาทแข็งค่าสุดรอบ 5 ปี” สวนทางเศรษฐกิจไทยที่ถดถอยเติบโต 2% ทำให้หน่วยงานเกี่ยวข้องตลอดจนผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย จึงต้องไขปริศนาสาเหตุ (ที่แท้จริง) เพื่อวางกรอบแนวทางรับมือและแก้ไขปัญหาดังกล่าว หนึ่งในหน่วยงานหลักนั้นคือ…ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)

ล่าสุด “วิทัย รัตนากร” ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สะท้อนให้เห็นว่า การแข็งค่าของเงินบาท มาจากปัจจัยพื้นฐานเป็นหลัก เช่น การอ่อนค่าของเงินดอลลาร์จากปัจจัยต่าง ๆ อาทิ Dollarization, แนวโน้มการลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) และข้อพิพาทเกี่ยวกับกรีนแลนด์ เป็นต้น

ช่วงหลายวันที่ผ่านมา “เงินบาทแข็งค่า” มีสาเหตุมาจากโฟลว์ขายเงินดอลลาร์และซื้อเงินบาทจากร้านทองคำ ที่คิดเป็นสัดส่วนมากถึง 35% ของธุรกรรมซื้อขายเงินตราต่างประเทศสุทธิ

“โฟลว์ทองคำ” ทำให้บาทแข็งเกินจริงหรือเป็นตัว Amplifier โดยเฉพาะวันที่ราคาทองคำปรับตัวขึ้น”

การปิดช่องโหว่ “โฟลว์ทองคำ” จึงเป็นเรื่องสำคัญ แต่ว่าการปิดช่องโหว่โฟลว์ทองคำจะทำให้บาทหายแข็งเลยหรือไม่ ต้องดูปัจจัยอื่นด้วย เช่น ปัจจัยพื้นฐาน

อีกปัจจัยที่ทำให้บาทแข็งช่วงที่ผ่านมา มาจากเงินเข้ามาลงทุนตลาดหุ้นของต่างชาติ (Non Resident) ช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา โดยเงินที่ไหลเข้าดังกล่าว ธปท.ไม่สามารถทำอะไรได้ เนื่องจากไทยเป็นตลาดเสรี และไม่สามารถออกมาตรการเก็บภาษีสกัดเงินไหลเข้าประเทศได้ เนื่องจากไทยมีบทเรียนจากมาตรการกันสำรองเงินลงทุนต่างประเทศ ส่งผลทำให้ตลาดหุ้น Crash (ตลาดหุ้นพัง) มาแล้ว.!!

ช่วงที่ผ่านมา ธปท.ภายใต้การนำของผู้ว่าฯ วิทัย มีการออกมาตรการมากมาย เช่น การยกระดับความเข้มงวดการกำกับดูแลธุรกรรมเงินตราต่างประเทศขาเข้า เรียกตรวจเอกสารทุกธุรกรรมมูลค่าตั้งแต่ 200,000 ดอลลาร์สหรัฐขึ้นไป การขยายวงเงินเว้นนำรายได้เข้าประเทศเป็น 10 ล้านดอลลาร์ (จากเดิม 1 ล้านดอลลาร์) และการเพิ่มความเข้มงวดให้ธนาคารพาณิชย์ เรียกตรวจเอกสารธุรกรรมเงินตราต่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับทองคำ 

รวมถึงอยู่ระหว่างการออกประกาศเจ้าพนักงานควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน เพื่อเรียกข้อมูลการซื้อขายทองคำ และพิจารณากำหนดเพดานการซื้อขายทองคำผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์สกุลบาท เพื่อลดแรงกดดันด้านแข็งค่าของเงินบาท

โดย “ผู้ว่าฯ วิทัย” ขยายความว่า ตลาดแลกเปลี่ยนเงินดอลลาร์และเงินบาท แบ่งเป็น 2 ตลาด คือ ตลาดต่างประเทศ (Offshore) กับตลาดในประเทศ (Onshore) ปัจจุบันตลาดที่ใหญ่กว่าคือ Offshore คิดเป็น 60% ของธุรกรรม ส่วน Onshore คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 40% ของธุรกรรม ดังนั้นธปท.จะเห็นข้อมูลตลาดเพียง 40% เพราะสัดส่วนอีก 60% ไม่ได้รายงานต่อธปท.แต่อย่างใด..

กรณีมีผู้เสนอธปท.ให้เปลี่ยนเป้าหมายนโยบายการเงินจากกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อแบบยืดหยุ่น (Flexible Inflation Targeting) สู่กรอบเป้าหมายอัตราแลกเปลี่ยน (Exchange Rate Targeting) เราควรต้องมีการคิดให้รอบคอบ เนื่องจากเป็นเรื่องใหญ่ และต้องค่อย ๆ คิดวิเคราะห์ไป เนื่องจากทั้ง 2 เป้าหมาย มีข้อดีและข้อเสียต่างกันไป

“ต้องมีการประเมินด้วยว่า Inflation Targeting ปัจจุบัน มันด้อยมากจนต้องเปลี่ยนไปสู่ระบบใหม่หรือไม่ ขณะที่ Exchange Rate Targeting มีข้อด้อยอื่นแน่นอน จึงต้องคิดต่อว่าข้อด้อยนี้ส่งผลกระทบมากกว่า Inflation Target หรือไม่” 

ทั้งนี้เป้าหมายอัตราแลกเปลี่ยน (Exchange Rate Targeting) เป็นเป้าหมาย ในการส่งผ่านนโยบายการเงิน ผ่านการกำหนดเป้าหมายอัตราแลกเปลี่ยนมีด้วยกัน 2 แบบ คือ 1) กำหนดอัตราแลกเปลี่ยนคงที่ (Fixed Exchange Rate) เช่น ฮ่องกง และประเทศในกลุ่มผู้ค้าน้ำมัน 2) อัตราแลกเปลี่ยนแบบลอยตัว แต่ใช้นโยบายการเงินดูแลอัตราแลกเปลี่ยนให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม (Managed Float Exchange Rate) เช่น สิงคโปร์ เป็นต้น

Back to top button