พาราสาวะถี

เลือกตั้งหนนี้มีปรากฏการณ์แปลก ๆ เกิดขึ้นหลายเรื่องราว อย่างหนึ่งที่ตกอยู่ในการจับจ้องของสังคม แทนที่จะเป็นการประชันแนวคิด นโยบาย ของพรรคการเมือง


เลือกตั้งหนนี้มีปรากฏการณ์แปลก ๆ เกิดขึ้นหลายเรื่องราว อย่างหนึ่งที่ตกอยู่ในการจับจ้องของสังคม แทนที่จะเป็นการประชันแนวคิด นโยบาย ของพรรคการเมือง โดยเฉพาะบรรดาตัวเต็งทั้งหลาย แต่กลายเป็นว่า การโต้กลับกันไปมาระหว่าง พรรคประชาชน กับ ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ จอมแฉคนดังคนเดิม เป็นสิ่งที่สร้างสีสัน และอาจจะเป็นอีกจุดที่ ฉุดคะแนนนิยม ความน่าเชื่อถือของพรรคสีส้มลงไปอีก ต้องยอมรับกันว่าการเสียรังวัดตั้งแต่การแปรสภาพเป็นฝ่ายค้ำ ทำท่าว่าจะกู่ไม่กลับ

ประเด็นต่าง ๆ ที่ชูวิทย์ปูดออกมานั้น ชวนให้สังคมเกิดคำถามเมื่อนำไปเชื่อมต่อกับท่วงทำนองของพรรคสีส้มที่เปลี่ยนไป ภาพลักษณ์ที่สร้างกันมาตั้งแต่ก่อร่างสร้างอนาคตใหม่ จนกระทั่งมาเป็นก้าวไกล และส่งต่อความเป็นพรรคประชาชน จากจุดเริ่มต้นที่ฟังเสียงกองหนุน เปิดที่ให้ทางคนรุ่นใหม่ได้เข้ามามีบทบาทบนถนนสายการเมือง แต่ทำไปทำมากองเชียร์ทั้งหลายเกิดข้อคำถามว่า หลักการ อุดมการณ์ที่ประกาศกันมานั้นกลับถอยห่างออกไปเรื่อย ๆ

ข้อกล่าวหาที่พุ่งเป้าไปยังจอมแฉว่า รับงานมาเพื่อทำลายพรรคสีส้ม เปรียบเทียบกับการไปเป็นฝ่ายค้ำ ทำให้ อนุทิน ชาญวีรกูล ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี กระทั่งพรรคสีน้ำเงินเป็นฝ่ายกุมอำนาจ กุมความได้เปรียบถึงการเลือกตั้ง รวมไปถึงการเปลี่ยนตัวผู้สมัคร สส.ของพรรคหลายราย จากความต้องการของผู้มีอำนาจภายในพรรค และการวางตัวเหล่าเทคโนแครตไว้เป็นรัฐมนตรีแทนคนที่พรรคเคยโปรโมตไว้ก่อนหน้า ถามว่า คนส่วนใหญ่แม้กระทั่งกองเชียร์เองจะเชื่อข้อมูลของใครดี

เหล่านี้ล้วนแต่ มาจากความสุดโต่งที่เป็นสารตั้งต้นของพรรคสีส้ม นั่นเอง ไม่ว่าจะเป็นกระบวนการคิด และวิธีการสื่อสารทั้งเรื่องแก้มาตรา 112 ทหารมีไว้ทำไม ล้วนแต่เป็นประเด็นที่มันวกกลับมาเป็นบ่วงรัดคอตัวเอง เพราะไม่ว่าเวทีไหนเมื่อถูกถามถึงเรื่องที่ตัวเองเคยเสนอไว้ เมื่อคำตอบไม่เหมือนเดิมนั่นย่อมแสดงให้เห็นว่า พรรคได้มีแนวทางที่เปลี่ยนไป ไม่ใช่เดินบนเส้นทางการเมืองแบบใหม่ ที่เป็นความหวังหรือจะเข้าไปสร้างให้เกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างที่เคยโพนทะนาไว้

สุดท้ายก็ไม่ต่างจากนักเลือกตั้งโดยทั่วไปที่กระโจนเข้าสู่สนามการเมือง เพื่อหวังจะมีตำแหน่งแห่งหนในฝ่ายบริหาร ใครที่ติดตามพรรคนี้มาตลอดย่อมมองเห็น เหมือนที่บอกไว้หากกรรมคือการกระทำที่จะส่งผลในอนาคต นี่คือวิบากกรรมอันเกิดมาจากพฤติกรรม คำพูดของเหล่าแกนนำและลิ่วล้อภายในพรรคส้มเอง การประกาศจุดยืนใด ๆ จำเป็นต้องแสดงออกให้สอดคล้อง และหนักแน่นต่อสิ่งนั้นไม่หวั่นไหว พอทำไม่ได้ และทำท่าว่าจะกลับลำ จากจุดยืนมันย่อมเป็นจุดจบ นั่นเอง

การเลือกตั้งอ้างผลโพลคงจะทำกันได้ไปจนกว่าจะถึง 7 วันหยุดท้ายก่อนหย่อนบัตร ที่กกต.เตือนให้ระมัดระวังการนำเสนอ ซึ่งอาจจะเข้าข่ายการชี้นำชักจูง รับงานพรรคหนึ่งพรรคใดอันเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายเลือกตั้ง ณ วันนี้ หากผู้สำรวจความคิดเห็นสามารถกระจายกลุ่มเป้าหมายได้หลากหลาย และมากพอ ผลที่ได้น่าจะใกล้เคียงกับสภาพความเป็นจริงมากที่สุด สิ่งสำคัญต้องไม่ตั้งคำถามซับซ้อน ซ่อนปมเพื่อหวังที่จะให้เป็นไปตามที่ผู้สำรวจหรือผู้ว่าจ้างตั้งการ

ยังคงเป็น 3 พรรคการเมืองที่เบียดแย่งกันเหมือนเดิม แต่เหล่ากูรูผู้รู้ในแวดวงการเมือง รวมไปถึงผลสำรวจทางลับของพรรคการเมือง และหน่วยงานด้านความมั่นคงที่ว่ากันว่าทำโพลเลือกตั้งทุกครั้งใกล้เคียงกับความเป็นจริงมากที่สุด อันดับหนึ่งเวลานี้ไม่ใช่พรรคสีส้มแต่เป็นพรรคสีแดง ที่แซงหน้าขึ้นไปโดยมีระยะห่างของเก้าอี้อยู่ที่ 20-30 ที่นั่ง โดยพรรคน้ำเงินตามมาเป็นที่ 3 ที่น่าจะได้ สส.เฉียดร้อยหรือเกินร้อยนิดหน่อย หากตัวเลขออกมาเช่นนี้จริง สูตรตั้งรัฐบาลย่อมเป็นแดงผสมน้ำเงิน

จำนวนตัวเลขที่ได้ก็จะเป็นไปตามสมการที่ว่า ดึงพรรคเล็กพรรคน้อยมาเข้าร่วม ด้วยการจัดสรรเก้าอี้รัฐมนตรีให้ไม่กี่กระทรวง พรรคขนาดกลางทั้งหลายจะได้ไปทำหน้าที่ฝ่ายค้านร่วมกับพรรคสีส้ม ส่วนพรรคเจ้าบุญทุ่มอย่างกล้าธรรมที่นำโดย ธรรมนัส พรหมเผ่า มีโอกาสจะเข้าร่วมได้ก็ต่อเมื่อผลเลือกตั้งสองพรรคแกนนำรัฐบาลได้คะแนนเสียงรวมกันไม่ถึง 250 เสียงเท่านั้น ซึ่งเป็นไปได้ยาก นี่ อาจจะเป็นช่วงจังหวะที่จะเป็นการลงโทษนักเลือกตั้งที่หักหลังเหล่าผู้มีบารมีมาถึง 3 ราย

ไล่ตั้งแต่ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่อัปเปหิผู้กองมันคือแป้งออกจากความเป็นรัฐมนตรีคราวรัฐบาลเผด็จการสืบทอดอำนาจ หลังจากก่อกบฏระดม สส.จะไปยกมือไม่ไว้วางใจบิ๊กตู่ ตามมาด้วยการหักดิบถีบหัวส่ง “บิ๊กป้อม” พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ ให้นำพาพรรคพลังประชารัฐไปเป็นฝ่ายค้าน โดยที่ตัวเองนำพวกพ้องไปตั้งพรรคกล้าธรรมมาร่วมรัฐบาลกับ แพทองธาร ชินวัตร สุดท้ายก็แปรพักตร์อีกรอบด้วยการไปประกาศตัวหนุนอนุทินเป็นนายกฯ  หลังจากอุ๊งอิ๊งถูกเชือดโดยศาลรัฐธรรมนูญ

การเลือกตั้งยังไม่จบ จึงไม่สามารถที่จะฟันธงบทสรุปได้ว่า ต้องเป็นไปตามนี้ แต่ทิศทางเบื้องต้นที่คนวงใจได้รับรู้ และผ่านกระบวนการหารือกันในระดับนำระดับหนึ่ง มองแนวโน้มว่าจะเป็นไปในลักษณะนี้ โจทย์สำคัญคือ การเปลี่ยนแปลงเพื่อทำให้สังคมยอมรับ จะเป็นไปในลักษณะที่ การเมืองได้ภาพยอมรับจากสังคม อนุรักษ์นิยมไม่ได้รับผลกระทบเหมือนแนวทางที่พรรคสุดโต่งเคยนำเสนอ เรียกได้ว่าเป็นวิน-วินเกม จังหวะเคลื่อนเหล่านี้ให้ดูทิศทางของข่าวสารประกอบด้วย

เหมือนกรณี ทักษิณ ชินวัตร จะได้รับการพักโทษปล่อยตัวจากเรือนจำในเดือนพฤษภาคม ถูกต้องที่ว่าทุกอย่างเป็นไปตามระเบียบ ข้อกฎหมาย แต่นั่นมันเป็นจังหวะเวลาที่ทำให้นายใหญ่ผ่านกระบวนการสร้างความโปร่งใสให้กับตนเอง ขจัดปมที่ฝ่ายต่อต้านจะหาเหตุมาเล่นงาน และ เป็นช่วงเวลาที่น่าจะมีการฟอร์มรัฐบาลกันอย่างเข้มข้น ปะเหมาะกันแบบนี้ ภาพลักษณ์ของแคนดิเดตนายกฯ ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ บวกเข้ากับ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ และ ศุภจี สุธรรมพันธุ์ จากซีกสีน้ำเงิน จึงน่าสนใจไม่น้อย

อรชุน

Back to top button