
TRUE บวก 3% ปรับทัพสู่ Tech-Telco โบรกฯ เชียร์ซื้อเป้า 18.20 บ. พ่วงยีลด์เกิน 5%
TRUE บวก 3% หลังปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ Arise เข้าถือหุ้นเกือบ 25% เดินหน้ากลยุทธ์สู่ Tech-Telco ผนึกพันธมิตร Hyperscaler–คอนเทนต์–ประกันภัย ปลดล็อกมูลค่าฐานลูกค้า 50 ล้านราย ด้านโบรกฯ แนะ “ซื้อ” เป้า 18.20 บาท คาดกำไรปี 68–69 โตเด่น ปันผลจูงใจยีลด์เกิน 5%
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (26 ม.ค.69) ราคาหุ้น บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TRUE ณ เวลา 10:07 น. อยู่ที่ระดับ 11.00 บาท บวก 0.30 บาท หรือ 2.80% สูงสุดที่ระดับ11.00 บาท ต่ำสุดที่ระดับ 10.90 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 322.07 ล้านบาท

นายซิกเว่ เบรกเก้ ประธานคณะผู้บริหารกลุ่ม TRUE และประธานคณะกรรมการบริหารด้านเทคโนโลยีและดิจิทัล บริษัท อไรซ์ เวนเจอร์ส กรุ๊ป จำกัด (Arise Ventures) ให้สัมภาษณ์พิเศษกับ “ข่าวหุ้นธุรกิจ” ว่า การเปลี่ยนผ่านท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างและความผันผวนของตลาด หลังจากนายศุภชัย เจียรวนนท์ เปลี่ยนบทบาทไปสู่ Arise Ventures และการซื้อหุ้นเกือบ 25% จาก Telenor Thailand Investments Pte. Ltd. (Telenor) ได้สร้างแรงขายและความไม่แน่นอนต่อตลาด ไม่ได้สะท้อนถึงความไม่มั่นคงทางธุรกิจ แต่เป็นการจัดทัพเชิงกลยุทธ์เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตด้านดิจิทัลทั้งในองค์กร ประเทศไทย และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ทั้งนี้การเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นระดับบน ไม่ได้ส่งผลต่อทิศทางธุรกิจที่วางไว้สำหรับ TRUE โดยมีกลยุทธ์ที่เน้นเรื่องผลกำไรและวินัยทางการเงิน ได้รับการเห็นชอบร่วมกันตั้งแต่การ “ควบรวมบริษัทอย่างเท่าเทียม” ของ TRUE และ DTAC เมื่อสามปีก่อน การที่ Telenor ถอนตัวในฐานะผู้ถือหุ้นหลักเป็นเพียงการปรับพอร์ตการลงทุนที่สอดคล้องกับสิ่งที่ Telenor เคยออกมาประกาศไว้ก่อนหน้านี้ ขณะที่ Telenor ขายหุ้นแล้วนายศุภชัยเข้าซื้อ แสดงถึงความเชื่อมั่นว่า จะเป็นผู้นำในระบบนิเวศดิจิทัลระดับภูมิภาค ทั้งนี้ฝ่ายบริหารยังคงอยู่ภายใต้ทีมงานมืออาชีพระดับโลก และจากหลายสัญชาติเพื่อรักษาความต่อเนื่อง และเสริมสร้างความเชี่ยวชาญระดับสากล
โดยนายศุภชัย วาง Arise Ventures ให้เป็นมากกว่าบริษัทโฮลดิ้ง แต่เปรียบเสมือนบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ โดยถือหุ้นทั้งใน TRUE, ธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ (True IDC), TrueMoney และ Virtual Bank ซึ่งเป้าหมายหลักของ Arise คือการใช้ทำซินเนอร์ยีระหว่างแต่ละธุรกิจ อีกทั้งการรวมทรัพย์สินทั้งหมดไว้ในเครือนั้นง่ายต่อการดึงคุณค่าและประโยชน์ร่วม เช่น TRUE สามารถขายบริการคลาวด์ (Cloud Service) จากธุรกิจศูนย์ข้อมูลได้โดยไม่ต้องลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเอง หรือสามารถให้บริการทางการเงินจาก TrueMoney ให้กับลูกค้ากลุ่มทรูได้โดยตรง
สำหรับการเปลี่ยนผ่านสู่ “Tech-Telco” หัวใจของการวิวัฒนาการนี้ คือ การเปลี่ยน TRUE จากผู้ให้บริการโทรคมนาคมดั้งเดิมไปสู่ “Tech-Telco” โดยมีกลยุทธ์ 2 หลัก คือ 1) กลยุทธ์คลาวด์เฟิสต์ (Cloud-First Strategy) เป็นการนำธุรกรรมไอทีและเครือข่ายขึ้นคลาวด์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ 2) กลยุทธ์เอไอเฟิสต์ (AI-First Strategy)ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI: Artificial Intelligence) เพื่อบริการอัตโนมัติ พร้อมติดต่อกับลูกค้าดิจิทัล ทรูได้แต่งตั้งประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านเอไอ (Chief AI Officer) จากซิลิคอนแวลลีย์เพื่อขับเคลื่อนกลยุทธ์ดังกล่าว โดยจะใช้ AI เพื่อให้ “ข้อเสนอตรงใจเฉพาะบุคคล” (Hyper-personalize) ให้บริษัทเข้าใจลูกค้าแต่ละรายและนำเสนอคุณค่าสูงสุด ทั้งนี้คาดว่าจะเกิดซินเนอร์ยีด้านต้นทุนควบคู่ไปกับโอกาสสร้างรายได้ใหม่
นายซิกเว่ กล่าวว่า หนึ่งในจุดสำคัญของระบบนิเวศ Arise คือการเชื่อมโยงสมาชิกกว่า 50 ล้านรายของ TRUE เข้ากับเทคโนโลยีและนวัตกรรมจาก Arise โดย TRUE ยังคงโฟกัสธุรกิจหลัก ซึ่งการทำซินเนอร์ยีร่วมกันในด้าน Virtual Bank เพราะฐานลูกค้าใหญ่นี้ทำให้ธนาคารเสมือนเข้าถึงตลาดแมสอย่างรวดเร็ว พร้อมนำเสนอโซลูชันทางการเงินตรงถึงผู้ใช้บริการโทรคมนาคม
ทั้งนี้การปรับโครงสร้างนี้ยังไม่เสร็จสมบูรณ์ 100% แต่บริษัทก้าวหน้าอย่างมากหลังควบรวมเมื่อสามปีก่อน ทั้งการลดขนาดองค์กร จากการรวมเครือข่ายสองระบบเป็นหนึ่งเดียวเพื่อยกระดับลูกค้า และรักษาฐานลูกค้าให้คงที่ โดยเป้าหมายในปีนี้เน้นกลับมาสู่เส้นทางเติบโต ดังนี้ 1) การบริหารฐานลูกค้า โดยพัฒนาความสัมพันธ์กับลูกค้าปัจจุบัน 2) การรวมแบรนด์ โดยจัดการเปลี่ยนถ่ายสองแบรนด์ให้เป็นหนึ่ง 3) ยกระดับบริการลูกค้า โดยแข่งขันกับแพลตฟอร์มระดับโลก ไม่ใช่แค่ผู้ให้บริการโทรคมนาคมท้องถิ่น ในโมเดลดิจิทัลใหม่นี้ ซึ่ง TRUE จะไม่ได้ลงมือทำทุกอย่างเองทั้งหมด แต่จะใช้วิธีจับมือพันธมิตรเชิงกลยุท ธ์กับ Hyperscaler คู่ค้าคอนเทนต์และประกันภัย เพื่อใช้ช่องทางจัดจำหน่ายและฐานลูกค้า 50 ล้านรายเปิดบริการใหม่ด้วยต้นทุนต่ำ
ดังนั้นผลการดำเนินงานช่วง 3 ปีหลังควบรวม จะส่งผลให้ราคาหุ้นพุ่งสูงขึ้นอย่างมาก และบริษัทกลับมามีกำไร โดย TRUE จะกำหนดนโยบายจ่ายปันผลแบบต่อเนื่องและเพิ่มขึ้นเล็กน้อยทุกปี รวมถึงจะทยอยชำระหนี้อย่างต่อเนื่อง พร้อมยืนยันว่าจะยังนำบริษัทเดินหน้าต่อไปด้วยความเชื่อมั่นในศักยภาพตลาดไทยและการเข้ามาของกลุ่ม Arise จะสร้างรากฐานที่แข็งแกร่ง ให้เติบโตในอนาคต
ด้านนักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) ระบุว่า หลังจากการที่ TRUE แจ้งตลาดหลักทรัพย์ฯ ว่า Telenor Thailand Investment Pte. Ltd (Telenor) ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของ TRUE ในสัดส่วน 30.30% ได้ลงนามในข้อตกลงกับ Arise Digital Technology (Arise) ซึ่งเป็นบริษัทของนายศุภชัย เจียรวนนท์ เพื่อขายหุ้น 24.95% ใน TRUE ขณะเดียวกัน ทั้งสองฝ่ายได้ตกลงในสัญญา put/call option สำหรับหุ้นส่วนที่เหลืออีก 5.35% ของ Telenor ซึ่งจะใช้สิทธิได้ในอีก 2 ปี หลังจากรายการแรกเสร็จสิ้น
ทั้งนี้ผู้บริหารของ TRUE ระบุว่า 1) ราคาที่ Telenor จะขายหุ้น 24.95% ใน TRUE ให้แก่ Arise คือ 11.70 บาท (ปัจจุบันคิด เป็นส่วนลด 7% จากราคาปิดก่อนการประกาศดีล) โดย Telenor จะได้รับเงินประมาณ 1.009 แสนล้านบาทจากดีลนี้ และในกรณีที่มีการใช้สิทธิ put/call option Telenor จะได้รับเงินเพิ่มอีกประมาณ 2.19 หมื่นล้านบาท 2) คู่สัญญาในรายการนี้คือ Telenor และ Arise (บริษัทของนายศุภชัย) ไม่ใช่กลุ่ม CP ดังนั้นจึงไม่มีการทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ (tender offer) ในรายการนี้ 3) รายการระหว่าง Telenor และ Arise คาดว่าจะเสร็จสมบูรณ์ภายใน 1-2 เดือนหลังการประกาศนี้ และจะมีการปรับโครงสร้างคณะกรรมการบริษัทหลังจากรายการเสร็จสิ้น 4) จะมีการปรับเปลี่ยนทีมผู้บริหารบางส่วน แต่นายซิกเว่ จะยังคงดำรงตำแหน่ง CEO ต่อไป โดยยืนยันว่าจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงในแผนยุทธศาสตร์หลัก ซึ่งรวมถึงการลดต้นทุน การชำระคืนหนี้และการจ่ายเงินปันผล และ 5) TRUE จะไม่เข้าไปมีส่วนร่วมหรือลงทุนในดาต้าเซ็นเตอร์โดยตรงภายหลังการถอนตัวของ Telenor
อย่างไรก็ตาม เป็นที่ยอมรับว่าการถอนการลงทุนในหุ้น TRUE ของ Telenor จะส่งผลเชิงลบต่อราคาหุ้นของ TRUE เนื่องจากตลาดเชื่อว่าการฟื้นตัวอย่างรวดเร็วของผลการดำเนินงานของ TRUE ภายใน 2 ปีหลังการควบรวมกิจการในปี 2566 นั้น ส่วนใหญ่มาจากการสนับสนุนของ Telenor การจากไปของ Telenor อาจจุดชนวนวงจรการเพิ่มขึ้นของต้นทุนรอบใหม่ และการขาดวินัยทางการเงิน
จึงยังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อปัจจัยพื้นฐานของ TRUE อีก 2 ปีข้างหน้า เนื่องจากเหตุผล ดังนี้ 1) เชื่อว่าจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ในเส้นทางการเติบโตของกำไรของ TRUE ช่วง 2 ปีข้างหน้า TRUE อยู่ในตำแหน่งที่ได้เปรียบที่จะบรรลุการเติบโตของกำไรในปี 2568 ที่ 97% เมื่อเทียบกับปีก่อน และปี 2569 ที่ 19.50% เมื่อเทียบกับปีก่อน เนื่องจากการแข่งขันในธุรกิจมือถือและ FBB ยังคงผ่อนคลายจากมีผู้เล่นเพียง 2 ราย จึงไม่มีเหตุผลที่ TRUE จะเริ่มกลับมาแข่งขันอย่างรุนแรงทั้งในด้านราคาและค่าใช้จ่ายทางการตลาด ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อความสามารถในการทำกำไร
2) นายศุภชัย จะซื้อหุ้น TRUE จาก Telenor ด้วยเงินสดประมาณ 1 แสนล้านบาท เงินปันผลของ TRUE สามารถเป็นส่วนหนึ่งของแหล่งเงินทุนนี้สำหรับนายศุภชัย ซึ่งบ่งชี้ถึงเงินปันผลต่อหุ้น (DPS) ที่อยู่ในระดับดี นอกจากนี้ เนื่องจากปัจจุบัน TRUE ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของ Arise Ventures ซึ่งมีบริษัทร่วมทุนหลายแห่ง เช่น ธนาคารออนไลน์ (virtual bank) หมายความว่า Arise Ventures ต้องการบริษัทที่สร้างกระแสเงินสดอย่าง TRUE เพื่อสนับสนุนโครงการต่าง ๆ การจ่าย DPS ที่สูงขึ้นยังจะช่วยบรรเทาภาระการก่อหนี้เพื่อสร้างการเติบโตอีกด้วย
จึงคงประมาณการ DPS ที่ 0.26 บาท (อัตราการจ่ายเงินปันผล 50% ของกำไรหลัก) และ 0.38 บาท (อัตราการจ่ายเงินปันผล 60%) ไม่ตัดความเป็นไปได้ ที่ TRUE จะสามารถปรับเพิ่มอัตราการจ่ายเงินปันผลขึ้นเป็น 95% ให้เท่ากับระดับของบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ ADVANC ซึ่งในกรณีนี้ DPS ในปี 2569 จะอยู่ที่ 0.59 บาทต่อหุ้น คิดเป็นอัตราผลตอบแทนเงินปันผลที่ 5.60% (สูงกว่า ADVANC)
โดยภายหลังจากที่ได้เข้าไปตรวจสอบในเว็บไซต์ของ Telenor และพบบริษัทสื่อสารของ Telenor ถึงผู้ถือหุ้นเกี่ยวกับการถอนการลงทุนใน TRUE โดย Telenor ระบุว่าสาเหตุที่ตัดสินใจขายหุ้นใน TRUE เนื่องจากเป็นกลยุทธ์หลักในการลดการลงทุนในเอเชียและความสำคัญกับการใช้เงินทุนในประเทศนอร์เวย์ ซึ่งเป็นฐานหลักก่อนหน้าดีลของ TRUE นี้ Telenor ก็ได้ถอนการลงทุนใน Telenor Pakistan ไปเมื่อเดือน ธ.ค. 2568 ดังนั้น การถอนการลงทุนครั้งนี้จึงไม่ได้บ่งชี้ว่า Telenor มองเห็นจุดสูงสุดของธุรกิจของ TRUE แล้ว จึงตัดสินใจขายหุ้น
ขณะเดียวกัน Arise Digital Tech เป็นบริษัทย่อยของกลุ่ม Arise Ventures ซึ่งมีนายศุภชัยเป็นเจ้าของ กลุ่ม Arise Ventures เป็นบริษัทโฮลดิ้งที่มีพอร์ตโฟลิโอครอบคลุมทั้งโครงสร้าง พื้นฐานดิจิทัล, ดาต้าเซ็นเตอร์ (ผ่าน TrueIDC), คลาวด์, ปัญญาประดิษฐ์ (Al) และฟินเทค รวมถึง Virtual Bank (ซึ่งเพิ่งได้รับใบอนุญาตเมื่อปีก่อน) ผ่าน Ascend money โดยบริษัทนี้มีเป้าหมายที่จะผลักดันให้ประเทศไทยกลายเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจในภูมิภาค
ขณะที่ความสำเร็จในการเข้าซื้อ TRUE จะช่วยให้ Arise Venture สามารถบูรณาการเข้ากับการปฏิวัติดิจิทัลได้อย่างสมบูรณ์ยิ่งขึ้น ตั้งแต่การเป็นเจ้าของโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคม, ฐานลูกค้า, AI, ดาต้าเซ็นเตอร์, คลาวด์ และฟินเทค โดยนายศุภชัยระบุว่า Arise จะสนับสนุน TRUE ในการเร่งดำเนินกลยุทธ์ของบริษัท ส่งเสริมนวัตกรรมยกระดับประสบการณ์ลูกค้า และสร้างมูลค่าที่ยั่งยืนในภูมิทัศน์ดิจิทัลที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ในขณะที่ยังคงรักษาวินัยเพื่อสร้างมูลค่าสูงสุดให้แก่ผู้ถือหุ้นผ่านเงินปันผล
อย่างไรก็ตาม ยังไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงในปัจจัยพื้นฐานที่แท้จริงของ TRUE จากการถอนตัวของ Telenor จึงยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” TRUE ด้วยราคาเป้าหมายเดิมที่ 18.20 บาทต่อหุ้น โดยชอบ TRUE ในฐานะหุ้นที่ laggard play ทั้งในด้านมูลค่าหุ้น และอัตราผลตอบแทนเมื่อเทียบกับ ADVANC และ TRUE จะยังคงมุ่งเน้นไปที่การลดต้นทุน การชำระคืนหนี้ และการจ่ายเงินปันผล ที่สำคัญที่สุดคือ TRUE ยังคงอยู่ในตลาดที่มีผู้เล่นน้อยราย ซึ่งบ่งชี้ว่าไม่มีความจำเป็นต้องแข่งขันด้านราคา ส่วนธีมเงินปันผลของ TRUE ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง เนื่องจากเชื่อว่าอัตราเงินปันผลต่อหุ้นที่สูงขึ้น จะช่วยหนุนนายศุภชัย เจียรวนนท์ ในการจัดหาเงินทุนสำหรับการเข้าซื้อกิจการครั้งนี้ Telenor จะถอนตัวออกจาก TRUE โดยการขายหุ้นให้แก่ Arise
ด้านบริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จํากัด ประเมินว่า เทเลนอร์ประกาศขายหุ้น TRUE สัดส่วน 24.95% ในราคา 11.70 บาทต่อหุ้น และยังได้ตกลงให้มีสิทธิการที่ Telenor ประกาศขายหุ้นส่วนที่เหลืออีก 5.35% ได้ในอนาคต ทั้งนี้ TRUE ยืนยันว่าจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงกลยุทธ์หลักและเป้าหมายการจ่ายเงินปันผล และไม่เข้าข่ายต้องทำ tender offer แม้ราคาหุ้น TRUE ปรับตัวลดลง 14.50% เมื่อวันที่ 22 ม.ค. 2569 แต่เชื่อว่านักลงทุนน่าจะอยู่ในโหมด wait-and-see เพื่อติดตามพัฒนาการด้านต่าง ๆ หลังจากที่ Telenor มีการขายหุ้นออกไป โดยยังคงคำแนะนำ OUTPERFORM สำหรับ TRUE เนื่องจากผลกระทบต่อกำไรมีจำกัด โดยปรับราคาเป้าหมายสิ้นปี 2569 ใหม่เป็น 13.50 บาท (จาก 16 บาท) เพื่อสะท้อนการที่ราคาหุ้นมีความผันผวนสูงขึ้น
หลังจากที่ Telenor ประกาศขายหุ้น TRUE สัดส่วน 25% TRUE ประกาศว่ากลุ่ม Telenor ได้ลงนามในสัญญาขายหุ้น TRUE สัดส่วน 24.95% ให้แก่บริษัท อะไรซ์ ดิจิทัล เทคโนโลยี จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทที่ถือหุ้นโดยนายศุภชัย เจียรวนนท์ ที่ราคา 11.70 บาทต่อหุ้น นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังได้ตกลงให้มีสิทธิการซื้อขายหุ้น (put/call option) สําหรับหุ้นส่วนที่เหลืออีก 5.35% ของ Telenor ภายหลังครบระยะเวลา 2 ปีนับจากวันที่ปิดการขายครั้งแรก ในราคาไม่ต่ำกว่า 11.7 บาทต่อหุ้น
โดยประเด็นสำคัญจากการประชุมนักวิเคราะห์ TRUE ยืนยันว่าจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงกลยุทธ์ธุรกิจหลัก นโยบายทางการเงิน ทีมผู้บริหารชุดปัจจุบัน และเป้าหมายการจ่ายเงินปันผล โดยยังคงมุ่งเน้นไปที่การสร้างกำไรและการลดภาระหนี้ภายใต้การบริหารของทีมผู้บริหารชุดเดิม ทั้งนี้แม้ว่าจะมีการปรับเปลี่ยนองค์ประกอบของคณะกรรมการบริษัทเพื่อรวมตัวแทนจากบริษัท อะไรซ์ ดิจิทัล เทคโนโลยี จำกัด เข้ามา แต่บริษัทยังมีแผนที่จะเจรจาเพื่อให้ผู้บริหารจาก Telenor ปฏิบัติหน้าที่ต่อไป แม้ว่าจะสิ้นสุดสัญญาฉบับปัจจุบันแล้วก็ตาม เพื่อให้เกิดความต่อเนื่องในการดำเนินงาน นอกจากนี้ ผู้บริหารยืนยันว่าดีลนี้ไม่เข้าข่ายต้องทำ tender offer เนื่องจาก บริษัท อะไรซ์ ดิจิทัล เทคโนโลยี จํากัด เป็นบริษัทที่ถือหุ้นโดยนายศุภชัยในนามส่วนตัว และตามกฎหมายไม่ถือว่าเป็นบุคคลที่กระทำการร่วมกัน (acting in concert) กับกลุ่ม CP โดยผู้บริหารระบุว่าการเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นรายใหญ่ในครั้งนี้จะไม่ก่อให้เกิดประเด็นปัญหาในด้านกฎระเบียบ และคาดว่าธุรกรรมจะแล้วเสร็จภายใน 1-2 เดือน
สำหรับราคาหุ้น TRUE ตอบรับเชิงลบหลัง Telenor ประกาศขายหุ้น ราคาหุ้น TRUE ปรับตัวลดลง 14.50% เนื่องจากนักลงทุนน่าจะลดการถือครองเพื่อรอดูพัฒนาการหลังจาก Telenor ขายหุ้นออกไป ประกอบกับราคาหุ้น TRUE ปรับตัว outperform SET อย่างมีนัยสำคัญในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา การปรับตัวลดลงแรงของราคาหุ้นน่าจะสะท้อนเซอร์ไพรส์จากการที่ Telenor ประกาศขายหุ้น TRUE ไปบ้างแล้ว แม้ว่าประเด็นนี้จะมีผลกระทบต่อประมาณการกำไรของ TRUE ค่อนข้างจํากัด แต่มองว่านักลงทุนควรรอดูสถานการณ์มากกว่าที่จะเข้าซื้อเมื่อราคาอ่อนตัว
นอกจากนี้ ยังคาดว่าจะเห็นราคาหุ้นมีความผันผวนมากขึ้นในอีก 3-6 เดือนข้างหน้า จึงคงประมาณการกำไรปกติปี 2569 ของ TRUE ไว้ที่ 2.10 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 20.10% เมื่อเทียบกับปีก่อน ส่วนความเสี่ยงและความกังวลเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวช้าซึ่งจะส่งผลกระทบเชิงลบต่อแนวโน้มการเติบโตของ TRUE รายได้ของธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่และธุรกิจ FBB โครงสร้างทีมผู้บริหารหลังจาก Telenor ขายหุ้นเป็นอีกปัจจัยที่ต้องติดตาม ความเสี่ยงด้าน ESG ที่สำคัญคือ ความปลอดภัยทางไซเบอร์ และความเป็นส่วนตัวของข้อมูลผู้ใช้บริการ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อรายได้

