“ฟินันเซีย” แนะซื้อ MAGURO เป้า 31.60 บาท รับแผนเปิด 2 แบรนด์ใหม่ “ซูชิสายพาน-ข้าวมันไก่”

“ฟินันเซีย” เคาะ "ซื้อ" หุ้น MAGURO เป้า 31.6 บาท รับแผนรุกตลาดปี 69 เปิดตัวซูชิสายพานมิชลิน-ข้าวมันไก่พรีเมี่ยม คาดกำไร Q4/25 จ่อทำนิวไฮต่อเนื่อง


บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด ระบุในบทวิเคราะห์ว่า บริษัท มากุโระ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ MAGURO รับศักราชปี 2569 ด้วยการเปิดตัว 2 แบรนด์ใหม่ เสริมพอร์ตโฟลิโอให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น นำทัพโดย “Kaiten Sushi Ginza Onodera” ร้านซูชิสายพานระดับมิชลินสตาร์ และแบรนด์ไทยน้องใหม่อย่างข้าวมันไก่ “Chopman” ขณะที่ผลประกอบการไตรมาส 4/2568 คาดกำไรสุทธิทำนิวไฮต่อเนื่อง

สำหรับการรุกตลาดอาหารไทยครั้งแรก MAGURO ได้เปิดตัวแบรนด์ “Chopman” ซึ่งเป็นร้านข้าวมันไก่คุณภาพพรีเมี่ยม โดยในช่วงเริ่มต้นจะเน้นกลยุทธ์ Delivery เป็นหลัก จำกัดจำนวนเพียง 100 กล่องต่อวัน ในราคาเซตละ 159 บาท โดยใช้พื้นที่ครัวของสาขาเอกมัยเป็นฐานการผลิต ทั้งนี้หากได้รับกระแสตอบรับที่ดี บริษัทมีแผนที่จะพิจารณาขยายสาขาในรูปแบบโมเดลหน้าร้านต่อไปในอนาคต

ขณะที่ไฮไลท์สำคัญคือการคว้าลิขสิทธิ์แฟรนไชส์ “Kaiten Sushi Ginza Onodera” ร้านซูชิสายพานชื่อดังระดับโลกที่มีดีกรี Michelin Star ซึ่งโดดเด่นด้วยการคัดสรรวัตถุดิบคุณภาพสูงระดับโอมากาเสะภายใต้แนวคิด “Value Beyond Price” โดยวางระดับราคาต่อจานไว้ที่ประมาณ 60–200 บาท แบรนด์ดังกล่าวก่อตั้งขึ้นในญี่ปุ่นเมื่อปี 2021 และประสบความสำเร็จอย่างสูงจนปัจจุบันมีสาขารวมกว่า 20 แห่งใน 3 ประเทศ (ญี่ปุ่น สหรัฐฯ และจีน) โดยการขยายสาขาเข้าสู่ประเทศไทยในครั้งนี้จะมาในรูปแบบ Flagship Store ซึ่งคาดว่าจะปักหมุดสาขาแรก ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์

ทางด้านนักวิเคราะห์มีมุมมองที่เป็นบวกต่อแบรนด์ Kaiten Sushi เนื่องจากตลาดซูชิสายพานในไทยยังคงมีอุปสงค์ (Demand) สูงกว่าอุปทาน (Supply) สะท้อนได้จากพฤติกรรมการต่อคิวของผู้บริโภคในปัจจุบัน แม้จะมีคู่แข่งรายใหญ่ครองตลาดอยู่ก่อนหน้า แต่ด้วยจุดแข็งด้านความเชี่ยวชาญในอาหารญี่ปุ่นระดับพรีเมี่ยมของผู้บริหาร MAGURO จะช่วยสร้างความแตกต่างได้เป็นอย่างดี ส่วนแบรนด์ Chopman นั้นมีมุมมองเป็นกลางเนื่องจากเป็นกลุ่มอาหารไทยที่มีการแข่งขันสูงในตลาด

สำหรับผลการดำเนินงานในไตรมาส 4/2568 คาดการณ์กำไรสุทธิจะอยู่ที่ 44.6 ล้านบาท เติบโตขึ้น 17.0% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า (q-q) และเพิ่มขึ้นถึง 30.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (y-y) ซึ่งถือเป็นการทำสถิติสูงสุดใหม่ (New High) อย่างต่อเนื่อง เป็นผลจากการขยายสาขาเชิงรุกรวม 15 แห่งในปีที่ผ่านมา ส่งผลให้สิ้นปี 2568 บริษัทมีสาขารวมทั้งสิ้น 53 สาขา อีกทั้งคาดว่าอัตราการเติบโตของยอดขายจากสาขาเดิม (SSSG) จะพลิกกลับมาเป็นบวกได้ที่ 0.5% เทียบกับปีก่อนเป็นครั้งแรกในรอบ 4 ไตรมาส จึงยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” โดยคงราคาเป้าหมายไว้ที่ 31.6 บาท

Back to top button