
พาราสาวะถี
วลีทองที่น่ายกมาเป็นคำถามให้คนในสังคมช่วยกันตอบ “สื่อเฮงซวย” ที่ปรากฏผ่านแชตไลน์หลุดจากบุคคลที่ถูกระบุว่าเป็นกรรมการในบอร์ดประกันสังคม
วลีทองที่น่ายกมาเป็นคำถามให้คนในสังคมช่วยกันตอบ “สื่อเฮงซวย” ที่ปรากฏผ่านแชตไลน์หลุดจากบุคคลที่ถูกระบุว่าเป็นกรรมการในบอร์ดประกันสังคม ระหว่างสื่อที่ถูกพาดพิงถึง กับการทำงานของผู้มีบทบาทในบอร์ดประกันสังคมนั้น ใครเฮงซวยกว่ากัน ไม่ว่าจะเป็นการไปซื้อตึกที่มูลค่าสูงถึง 7 พันล้านบาท ทั้งที่ราคาจริงอยู่ที่ไม่เกิน 3,800 ล้านบาท ยังไม่นับรวมถึงการใช้เงินของผู้ประกันตน 12 ล้านไปปรับปรุงโรงอาหารของกระทรวงแรงงาน ทั้งที่ควรใช้งบประมาณของหน่วยงานมากกว่า
ล่าสุด ก็มีปมตัดสูทให้กับพนักงาน เจ้าหน้าที่สำนักงานประกันสังคมด้วยวงเงินถึง 35 ล้านบาท ไม่เพียงเท่านั้น นอกจากวลีดังว่ายัง ทวงบุญคุณกับผู้ประกันตน ด้วยการอ้างว่าเม็ดเงินที่นำไปลงทุนนั้นได้กำไรมหาศาล โดยเลือกที่จะไม่พูดถึงส่วนที่ทำเจ๊งหรือขาดทุน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการไป ซื้อหุ้น EA หุ้น STARK ที่เชื่อว่าเงินน่าสูญเปล่า ไม่นับรวมการไป ซื้อ TU DOME ด้วยมูลค่าสูงลิ่ว โดยผลตอบแทนที่ได้รับกลับมาขาดทุนยับ แน่นอนว่า ถ้าประกาศว่าได้ยกระดับคุณภาพการดูแลผู้ประกันตน การรักษาพยาบาลอยู่ในชั้นยอดเยี่ยม อย่างนี้น่าพอจะถือเป็นบุญคุณ และผลงานที่ควรค่าแก่การยกย่องชมเชยมากกว่า
อย่างที่เห็น ทำไปทำมากลายเป็นว่าคนที่อยู่ในระบบประกันสังคม รู้สึกว่าประสิทธิภาพในการได้รับการรักษาดูแล ด้อยกว่าผู้ใช้สิทธิบัตรทอง ซึ่งในวันนี้ไปไกลถึงขั้น 30 บาทรักษาทุกที่กันแล้ว เข้าใจได้ ในสมองของพวกที่มาจากฝ่ายนายจ้าง ย่อมมองเห็นแต่ผลประโยชน์ในแง่เม็ดเงิน เดินหน้าลงทุนอย่างเดียว เรื่องความเสี่ยงเป็นปกติ โดยไม่ได้มองถึงสิทธิประโยชน์ที่ควรจะได้รับของผู้จ่ายเงินประกันสังคมที่เป็นภาคผู้ใช้แรงงาน หรือลูกจ้าง คนเหล่านี้ไม่ได้รู้สึกรู้สากับภาพของความเหลื่อมล้ำแต่อย่างใด
แน่นอนว่า สันดานในความคิดของคนเหล่านี้ คงสะท้อนผ่านคำดูถูกสื่อเฮงซวยนั่นเอง เรื่องนี้ ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี กรรมการประกันสังคมในสัดส่วนผู้ประกันตน ได้ให้ความเห็นที่ควรค่าแก่การได้รับความเคารพ การเหยียบย่ำหรือดูหมิ่นสื่อมวลชนที่ทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงของประชาชน ไม่ว่าผู้กระทำจะมีอำนาจมากเพียงใด หรือมีอายุมากเพียงใด ล้วนเป็นการดูถูกจิตวิญญาณของประชาธิปไตย และดูถูกจริยธรรมของวิชาชีพสื่อ
ไม่ควรมีสื่อมวลชนคนใดถูกกล่าวหาว่าเป็น “สื่อเฮงซวย” เพียงเพราะนำเสนอความจริง หรือสะท้อนความทุกข์ร้อนของประชาชน สื่อมวลชนไม่จำเป็นต้องเป็นกลาง หากความเป็นกลางนั้นหมายถึงการนิ่งเฉยต่อความอยุติธรรม เพราะสื่อคือกระบอกเสียงของผู้ยากไร้และผู้ที่กำลังเผชิญปัญหาในสังคม ผู้ประกอบการที่มีความคิดในลักษณะเช่นนี้ ทำให้น่าคิดว่าธุรกิจหรือสถานประกอบการที่ตัวเองบริหารนั้นสภาพจะเป็นอย่างไร ไม่น่าจะมองเห็นศักดิ์ศรีของความเป็นคน คงจะถ่มถุย กดทับคนที่ด้อยโอกาสกว่า
ถ้าจะสังคายนาสำนักงานประกันสังคม ผ่าโครงสร้างให้โปร่งใสตามที่ อนุทิน ชาญวีรกูล ประกาศแก้ต่างหลังจากถูกขุดคุยความฟอนเฟะขององค์กรแห่งนี้รายวัน คงต้องเริ่มจากการสแกนบุคคลที่จะเข้ามาทำหน้าที่ตรงนี้กันก่อน อาจต้องดูถึงทัศนคติ ไม่ใช่แค่ความมีสติปัญญาเฉลียวฉลาด ประเภทไอคิวดีอีคิวต่ำ เช่นนี้ไม่น่าจะตอบโจทย์ต่อการเข้ามายกระดับ เพื่อพัฒนาคุณภาพการดูแลผู้ประกันตนได้เป็นแน่ แต่เวลานี้คนของพรรคสีน้ำเงินน่าจะกุมขมับกับการแก้เกมกับความฉาวโฉ่ ไม่โปร่งใสเรื่องของประกันสังคมกันอย่างหนัก
ต้องไม่ลืมว่า กรณีของการซื้อตึก SKYY9 ที่ถูกมองว่าแพงเกินจริง มีการกินส่วนต่างนั้น ตัวละครจากเดิมอยู่คนละพวกกับเสี่ยหนูและพรรคของตัวเอง แต่วันนี้ ไหลมารวมกันที่พรรคสีน้ำเงิน แล้ว เรื่องนี้จะปฏิเสธว่าไม่รู้ไม่เห็นไม่เกี่ยวไม่ได้ เพราะในยุคที่อนุทินเป็นรองนายกฯ สมัยรัฐบาล แพทองธาร ชินวัตร นั้น ในฐานะที่กำกับดูแลกระทรวงแรงงานที่มี พิพัฒน์ รัชกิจประการ เป็นว่าการ เคยตั้งคณะกรรมการขึ้นมาสอบเรื่องนี้เอง โดยมี อรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นประธาน
บทสรุปที่ออกมาจากคณะกรรมการชุดดังว่า คือ มูลค่าของตึกดังว่าควรอยู่ที่ 3,400-3,800 ล้านบาท ไม่ใช่ 7 พันล้าน เป็นการลงทุนที่แพงเกินจริง และยังพบว่า มีการเร่งรีบในกระบวนการจัดซื้อแบบผิดปกติ เข้าข่ายทำให้กองทุนประกันสังคมเสียประโยชน์ ผลจากการตรวจสอบดังกล่าว ทำให้ บุญสงค์ ทัพชัยยุทธ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน ที่เคยดำรงตำแหน่งเลขาธิการสำนักงานประกันสังคมในช่วงเวลาที่มีการจัดซื้อตึก ถูกเด้งไปเป็นผู้ตรวจราชการพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
การขยี้ปมความไม่ชอบมาพากลของการใช้เงินกองทุนประกันสังคมโดยพรรคส้มนั้น ย่อมมีเป้าหมาย ส่วนจะถึงขั้นทำให้พรรคสีน้ำเงินสะเทือนหรือไม่ จับอาการของอนุทินก็น่าจะเป็นที่รู้กัน การหาเสียงแบบออร์แกนิค เข้าสู่สัปดาห์สุดท้ายไม่น่าจะเป็นไปตามนั้นแล้ว เพราะพรรคสีน้ำเงินระดมตั้งเวทีปราศรัยไปทั่วทุกภาค เพียงแต่วิธีการจะให้หัวหน้าพรรคพูดน้อย โดยใช้คนภาพลักษณ์ดีอย่าง ศุภจี สุธรรมพันธุ์ เป็นจุดขาย หวังได้ใจคนชั้นกลางและคนรุ่นใหม่ ส่วนเป้าหมายทั่วไปโดยเฉพาะในต่างจังหวัด มีการล็อกเป้า และดำเนินการเพื่อหวังผลกันไว้หมดแล้ว
สำหรับกรณีการใช้กลไกอำนาจรัฐจัดการคู่แข่งผ่านการดำเนินคดีพัวพันแก๊งสแกมเมอร์ ฟอกเงินนั้น ปัญหาใหญ่อยู่ที่พยาน หลักฐาน เพราะต้องขออนุญาตศาลออกหมายจับ จึงยังไม่ลงมือกันเสียทีหลังจากที่เงื้อง่ามานาน คงต้องดู 7 วันสุดท้ายว่า จะเดินเกมรุกฆาตตามที่ได้วางแผนไว้หรือไม่ แต่ต้องไม่ลืมว่ามีปม คดีฮั้ว สว.ที่ล่าสุด อัยการตีกลับสำนวนของดีเอสไอในคดีอั้งยี่–ฟอกเงิน สั่งให้สอบใหม่ 4 ประเด็นสำคัญ ด้วยเหตุ มีการตัดตอนเอาผิดแค่ 8 คนจากที่มีการสอบทั้งหมด 1,200 คน มันเป็นอะไรที่น่าเหลือเชื่อมาก ยังไม่นับรวมเรื่องเขากระโดง จากที่คิดว่ามีหมัดเด็ดก็ไม่กล้าปล่อยเพราะกลัวจะโดนหมัดสวนทำรถผ้าป่าคว่ำเหมือนกัน
อรชุน