
‘อ่าวอาหรับ’ ลมหายใจพลังงานโลก.!
โลกกำลังก้าวเข้าสู่ภาวะสุ่มเสี่ยงทางเศรษฐกิจครั้งรุนแรงสุดรอบทศวรรษ หลังเสียงเตือนจาก “ซาอัด อัล-กะอ์บี” รัฐมนตรีพลังงานของกาตาร์
โลกกำลังก้าวเข้าสู่ภาวะสุ่มเสี่ยงทางเศรษฐกิจครั้งรุนแรงสุดรอบทศวรรษ หลังเสียงเตือนจาก “ซาอัด อัล-กะอ์บี” รัฐมนตรีพลังงานของกาตาร์ ทำนายว่า “การผลิตพลังงานอ่าวอาหรับอาจหยุดลงทั้งหมดภายในไม่กี่วัน” ไม่ใช่เพียงคำขู่ทางการเมือง แต่มันคือสัญญาณอันตรายของระบบซัพพลายเชน..!!
จุดเปราะบางสุดของความมั่นคงทางพลังงานโลก ไม่ใช่บ่อน้ำมัน แต่คือ “ช่องแคบฮอร์มุซ” เส้นทางเดินเรือที่แคบแต่ทรงอิทธิพลมากสุด โดยน้ำมันดิบกว่า 20% ของโลก ต้องผ่านจุดนี้ทุกวัน เมื่อความขัดแย้งระหว่างอิหร่านและขั้วอำนาจสหรัฐฯ-อิสราเอล ปะทุขึ้นจนนำไปสู่การหยุดชะงักของการสัญจรทางเรือ ผลกระทบจึงไม่ได้จำกัดอยู่แค่ตะวันออกกลาง แต่มันคือการ “ตัดเส้นเลือดใหญ่” ของเศรษฐกิจโลกโดยสมบูรณ์
แม้ประเทศยักษ์ใหญ่อย่างซาอุดีอาระเบียและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) จะมีท่อส่งน้ำมันสำรองที่เลี่ยงเส้นทางน้ำได้บ้าง แต่ปริมาณความจุของท่อเหล่านั้นเปรียบเสมือนดั่ง “สายยาง” ที่พยายามจะทำหน้าที่แทน “ท่อส่งน้ำหลัก” ซึ่งไม่มีทางทดแทนได้ในระยะยาว
สิ่งที่ทำให้ตลาดตื่นตระหนกสุดช่วงสัปดาห์คือการที่ Qatar Energy ยักษ์ใหญ่ด้านก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ของโลก ประกาศสภาวะเหตุสุดวิสัย หลังจากโรงงานได้รับความเสียหายจากการโจมตี การที่ผู้ผลิตรายใหญ่อันดับต้น ๆ ของโลกหยุดส่งมอบสินค้า นั่นหมายถึง ประเทศในยุโรป ที่พึ่งพาก๊าซจากกาตาร์ แทนที่รัสเซียกำลังเผชิญกับฝันร้ายซ้ำสอง ราคาก๊าซที่พุ่งสูงขึ้น จะส่งผลโดยตรงต่อค่าไฟฟ้าและต้นทุนการผลิตภาคอุตสาหกรรมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
นักวิเคราะห์จากหลายสำนัก เริ่มมองทิศทางเดียวกันว่า หากสถานการณ์ยืดเยื้อเกิน 2 สัปดาห์ ราคาน้ำมันดิบเบรนต์ที่ระดับ 93 ดอลลาร์ต่อสหรัฐต่อบาร์เรลในปัจจุบัน อาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้นไปสู่เป้าหมาย 150 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล มีความเป็นไปได้สูงมากภายใต้เงื่อนไข ที่ซัพพลายจากอ่าวอาหรับหายไปจากตลาดเกือบทั้งหมด
ทำให้ผลกระทบลูกโซ่ตามมาคือ 1)ค่าขนส่งมหาศาล (เมื่อน้ำมันแพงค่าระวางเรือและค่าขนส่งทางบกจะพุ่งสูงขึ้นทันที 2)วิกฤตด้านอาหาร (ปุ๋ยและเครื่องจักรเกษตรพึ่งพาพลังงานสูง ราคาอาหารโลกจะดีดตัวตาม) 3)เงินเฟ้อที่ควบคุมไม่ได้ (ธนาคารกลางทั่วโลก ที่กำลังพยายามลดดอกเบี้ย อาจต้องกลับมาขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสู้กับเงินเฟ้อรอบใหม่ นั่นยิ่งซ้ำเติมภาวะเศรษฐกิจถดถอย)
ในสหราชอาณาจักร ราคาน้ำมันหน้าปั๊ม ปรับตัวขึ้นทันทีภายในไม่กี่ชั่วโมง หลังข่าวแพร่สะพัด องค์กรอย่าง RAC ระบุว่า นี่คือการเพิ่มขึ้นรวดเร็วสุดรอบหลายปี สำหรับประเทศไทยเอง แม้จะมีกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงคอยพยุงราคา แต่หากราคาน้ำมันดิบโลกยืนระยะเหนือ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล เป็นเวลานาน เพดานการอุดหนุนย่อมมีขีดจำกัดและประชาชนอาจต้องเตรียมรับมือกับค่าครองชีพที่สูงขึ้น อย่างก้าวกระโดดช่วงไตรมาส 2/69
ขณะนี้โลกกำลังฝากความหวังไว้กับการเจรจาทางการทูต และการระบายน้ำมันสำรองทางยุทธศาสตร์ (SPR) ของสหรัฐฯ และพันธมิตร แต่อย่างที่ “ฮอร์เก เลออน” จากไรสตัด เอนเนอร์จี เตือนว่า “เรากำลังอยู่บนจุดเปลี่ยน” หากมาตรการแทรกแซงไม่สามารถทำได้ทันท่วงที หรือความขัดแย้งขยายวงกว้างไปสู่การทำลายโครงสร้างพื้นฐานถาวร โลกอาจต้องใช้เวลาเป็นปีในการฟื้นฟูระบบพลังงานให้กลับมาเป็นปกติ..
วิกฤตครั้งนี้พิสูจน์ให้เห็นอีกครั้งว่า ตราบใดที่ทั่วโลกยังต้องพึ่งพาพลังงาน จากภูมิภาคที่มีความเปราะบางทางการเมือง ความมั่นคงทางเศรษฐกิจของทุกประเทศ เปรียบดั่งการสร้างบ้านอยู่บนยอดคลื่น ที่พร้อมพังทลายลงได้ทุกเมื่อ หากคลื่นยังไม่สงบ..!?