
หุ้นการบินติดปีก! กรุงศรีแนะสอย AOT-BA-SAV ลุ้นกำไร Q1 แกร่ง รับท่องเที่ยวบูมช่วงไฮซีซั่น
บล.กรุงศรี ประเมินกำไรหุ้นการบินไตรมาส 1/69 โตแกร่ง รับอานิสงส์ไฮซีซันและปริมาณผู้โดยสารพุ่ง แม้มีปัจจัยกดดันจากสงครามและราคาน้ำมันโลกที่ทรงตัวระดับสูง ชู AOT เป็น Top Pick เป้า 64.75 บาท พร้อมแนะซื้อ BA-SAV รับแนวโน้มท่องเที่ยวฟื้นตัวต่อเนื่องในระยะยาว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) หรือ KSS ระบุในบทวิเคราะห์วันที่ 6 พฤษภาคม 2569 ว่า แนวโน้มกำไรไตรมาส 1/2569 ของหุ้นกลุ่มการบินยังมีทิศทางแข็งแกร่ง โดยได้รับแรงหนุนจากโมเมนตัมบวกในช่วง High Season ขณะที่จำนวนผู้โดยสารและเที่ยวบินยังเติบโตต่อเนื่อง
ทั้งนี้ KSS ระบุว่า ปริมาณผู้โดยสารในไตรมาส 1/2569 เพิ่มขึ้น 7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 9% จากไตรมาสก่อน ขณะที่จำนวนเที่ยวบินเพิ่มขึ้น 6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 7% จากไตรมาสก่อน สะท้อนภาพรวมอุตสาหกรรมการบินที่ยังฟื้นตัวต่อเนื่องในระยะสั้น
ขณะเดียวกัน ราคาน้ำมัน Jet ที่ปรับตัวขึ้นแรงในเดือนมีนาคม 2569 มาอยู่ที่ 190 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 123% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 115% จากเดือนก่อนหน้า ยังไม่ส่งผลกระทบต่อสายการบินในไตรมาส 1/2569 อย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากมีระยะเวลาหน่วง หรือ Lag Time ประมาณ 1 เดือนในการรับรู้ต้นทุน
อย่างไรก็ตาม KSS ประเมินว่า สถานการณ์สงครามระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่านมีแนวโน้มกดดันกลุ่มการบินมากกว่าที่เคยคาดไว้ เนื่องจากระยะเวลาของสงครามและความเสี่ยงจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซอาจยืดเยื้อนานกว่าประมาณการเดิม รวมถึงความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานที่รุนแรงกว่าคาด ส่งผลให้ราคาน้ำมัน Jet มีแนวโน้มทรงตัวในระดับสูงเป็นเวลานาน
ทั้งนี้ KSS เดิมคาดราคาน้ำมัน Jet เฉลี่ยปี 2569 อยู่ที่ 119 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล และลดลงเหลือ 85 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลในปี 2570 ขณะที่ราคาน้ำมัน Jet เฉลี่ยตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบันอยู่ที่ 143.59 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล สะท้อนความเสี่ยงด้านต้นทุนที่เพิ่มขึ้นต่อกลุ่มสายการบิน
สำหรับแนวทางการรับมือของสายการบิน KSS มองว่า ผู้ประกอบการอาจปรับตัวด้วยการขึ้นราคาบัตรโดยสารเพื่อสะท้อนต้นทุนน้ำมันที่สูงขึ้น รวมถึงการยุบรวมเที่ยวบิน ลดความถี่ และยกเลิกเที่ยวบินในเส้นทางที่มีอัตราบรรทุกผู้โดยสารต่ำ เพื่อบริหารอัตราการทำกำไร อย่างไรก็ตาม ประสิทธิภาพของมาตรการดังกล่าวยังขึ้นอยู่กับความต้องการเดินทางของผู้โดยสารในระยะถัดไป
ด้านสถิตินักท่องเที่ยวสัปดาห์ที่ 18 ของปี 2569 ระหว่างวันที่ 27 เมษายน-3 พฤษภาคม 2569 พบว่า มีนักท่องเที่ยวรวม 0.60 ล้านคน ลดลง 2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยได้รับแรงกดดันจากการหดตัวของนักท่องเที่ยวเกาหลีใต้ 40% รัสเซีย 10% อินเดีย 5% และกลุ่มนอก Top 5 ลดลง 9% อย่างไรก็ตาม อัตราการหดตัวของนักท่องเที่ยวรวมถือว่าฟื้นตัวดีขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้าที่ลดลง 6%
ขณะที่นักท่องเที่ยวจีนอยู่ที่ 0.13 ล้านคน เพิ่มขึ้น 28% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยยังเติบโตระดับเลขสองหลักอย่างต่อเนื่อง สะท้อนความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยที่ปรับตัวดีขึ้น รวมถึงได้รับแรงหนุนจากความขัดแย้งระหว่างจีนและญี่ปุ่น
สำหรับจำนวนนักท่องเที่ยวสะสมตั้งแต่ต้นปี 2569 อยู่ที่ 12 ล้านคน ลดลง 3% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากการหดตัวของนักท่องเที่ยวอาเซียน และผลกระทบจากสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลาง
ส่วนข้อมูลผู้โดยสารและเที่ยวบินรายวันทั่วประเทศจากสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย หรือ CAAT ล่าสุดถึงวันที่ 3 พฤษภาคม 2569 พบว่า ปริมาณผู้โดยสารและเที่ยวบินยังหดตัว 5-10% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่กลางเดือนเมษายน หลังสิ้นสุดเทศกาลสงกรานต์ โดยเส้นทางบินในประเทศหดตัว 10-15% มากกว่าเส้นทางบินระหว่างประเทศที่หดตัว 0-5%
ขณะที่ราคาน้ำมัน Jet Kerosene ณ วันที่ 4 พฤษภาคม 2569 อยู่ที่ 168.30 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ส่วนราคาเฉลี่ยเดือนพฤษภาคม 2569 อยู่ที่ 184.30 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 136% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 9% จากเดือนก่อนหน้า ส่วนราคาเฉลี่ยไตรมาส 2/2569 อยู่ที่ 201.20 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 148% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 65% จากไตรมาสก่อน
KSS ระบุว่า มีมุมมอง Neutral ต่อสถิติการบินสัปดาห์ล่าสุด แม้ยอดนักท่องเที่ยวรายสัปดาห์หดตัวเพียง 2% ซึ่งฟื้นตัวดีขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้า แต่ปริมาณผู้โดยสารและเที่ยวบินรายวันยังหดตัวต่อเนื่อง สะท้อนผลกระทบจากการขึ้นราคาบัตรโดยสารและการลดเที่ยวบินของสายการบินตั้งแต่เดือนเมษายน เพื่อให้สอดคล้องกับต้นทุนน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น
ทั้งนี้ KSS คงน้ำหนักการลงทุนกลุ่มการบินที่ Neutral แม้ผลประกอบการไตรมาส 1/2569 มีแนวโน้มยังแข็งแกร่งจาก High Season และยังไม่ได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้นเต็มไตรมาส แต่ในระยะกลางถึงยาว กลุ่มการบินมีแนวโน้มถูกกดดันจากสงครามสหรัฐฯ-อิหร่านมากกว่าคาด จากระยะเวลาสงครามที่ยืดเยื้อ และผลกระทบต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน
สำหรับหุ้นเด่นในกลุ่ม KSS เลือก บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT เป็น Top Pick โดยให้คำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมายปี 2569 ที่ 64.75 บาท เนื่องจากคาดว่าจะได้รับผลกระทบจากสงครามน้อยกว่าผู้ประกอบการสายการบินโดยตรง อีกทั้งมี Catalyst บวกจากการปรับขึ้นค่าบริการผู้โดยสารขาออก หรือ PSC ในเส้นทางระหว่างประเทศ จาก 730 บาทต่อคน เป็น 1,120 บาทต่อคน ในเดือนมิถุนายน 2569 ซึ่งจะช่วยหนุนโอกาสการเติบโตในอนาคตเมื่อสถานการณ์การบินกลับเข้าสู่ภาวะปกติ
ขณะที่คำแนะนำหุ้นกลุ่มการบินอื่น ได้แก่ บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BA แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 24.40 บาท, บริษัท สามารถ เอวิเอชั่น โซลูชั่นส์ จำกัด (มหาชน) หรือ SAV แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 17.90 บาท, บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) หรือ THAI แนะนำ “Neutral” ราคาเป้าหมาย 6.50 บาท และบริษัท เอเชีย เอวิเอชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ AAV แนะนำ “Reduce” ราคาเป้าหมาย 0.73 บาท

