หุ้นเสียทรง

สิ่งที่น่าคิดสำหรับการลงทุนเที่ยวนี้คือ เดือนนี้ต้องเผชิญกับคำว่า “sell on fact” แบบเต็มใจใช่ไหม?


สิ่งที่น่าคิดสำหรับการลงทุนเที่ยวนี้คือ เดือนนี้ต้องเผชิญกับคำว่า sell on fact แบบเต็มใจใช่ไหม? เพราะการทรุดตัวของดัชนีจนหลุดแนวรับสำคัญที่บริเวณ 1,500 จุด ก่อนจะยืนปิดที่ระดับ 1,489.29 จุด ลบไป 11.07 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 6.14 หมื่นล้านบาท มันทำให้นักลงทุนกลุ่มต่าง ๆ ต้องเร่งปรับพอร์ต เพื่อไปซื้อหุ้นตรงแนวรับแรกที่บริเวณ 1,487 จุดแบบไม่มีข้อแม้ไงล่ะตัวเอง

สาเหตุที่เป็นเช่นนี้เกิดจากการขึ้นไปยืนเหนือระดับ 1,500 จุดอย่างมั่นคงในรอบที่ 3 ทำไม่สำเร็จ ผนวกกับคนที่เรียนสัญญาณเทคนิคเป็นเวลานานจะรู้ดีว่า เมื่อครบ 3 รอบดัชนีจำเป็นต้องกลับไปตั้งหลักใหม่ “โมนิก้า” ถึงภาวนาให้ดัชนีไม่หลุดแนวรับแรก และแกว่งตัวออกด้านข้างเพื่อรอเวลาขึ้นใหม่ หรือถ้าหลุดขึ้นมาจริง ๆ ต้องยอมถอย เพื่อดูปัจจัยรอบด้านเอื้อต่อการซื้อหุ้นรอบใหม่ขนาดไหนนะจ๊ะ

เหมือนกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับหุ้น THCOM เมื่อสัปดาห์ก่อนเป๊ะ ๆ เพราะวันนั้นหุ้นพุ่งขึ้นรับกำไรโตอย่างร้อนแรง แต่วานนี้กลับโดนขายหนักแบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย จนหุ้นลงมายืนปิดที่ระดับ 11.80 บาท ลบไป 1.20 บาท หรือลงไป 9.23% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 601 ล้านบาท เรียกไดว่า “ขึ้นเท่าไหร่ ลงเท่านั้น” อีฉันเลยอยากให้นักลงทุนประเมินฐานหุ้นที่ย่ำเป็นประจำอยู่ที่ระดับ 11 บาท มีนัยสำคัญอะป่าว?

ประเด็นดังกล่าวทำให้ “โมนิก้า” ต้องเอ่ยถึงหุ้น ERW เป็นรายถัดมา เพราะนี่คือรอบ 2 ที่หุ้นวิ่งขึ้นมาทดสอบแนวต้าน 2.84 บาทอีกครั้ง ผนวกกับสถานการณ์ของธุรกิจโรงแรมเข้าสู่ช่วงโลว์ซีซั่น อีฉันถึงมองการยืนปิดที่ระดับ 2.76 บาท ลบไป 0.04 บาท หรือลงไป 1.43% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 147 ล้านบาท มีสิทธิ์ไปต่อได้ก็จริง แต่อย่าลืมว่า สถานการณ์ตอนนี้ไม่เอื้อให้เหมือนเมื่อก่อนนะคะ

ขนาดหุ้น MTC ที่นักวิเคราะห์แนะนำให้ทยอยซื้อ เพราะเชื่อว่ายังทำผลงานได้ดี แต่สุดท้ายก็ไม่ผ่านแนวต้านสำคัญที่ 32 บาทขึ้นไปสักทีแบบนี้ “โมนิก้า” มองเป็นเกมที่อึดอัดใจสุด ๆ เพราะภาพดังกล่าวเกิดขึ้นเป็นเวลา 2 เดือนครึ่ง แถมการขยับตัวของราคาหุ้นต่อจากนี้ขึ้นอยู่กับกำไรที่ทำได้  อีฉันถึงอยากให้นักลงทุนประเมินการยืนปิดที่ระดับ 29.25 บาท ลบไป 0.75 บาท หรือลงไป 2.50% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 496 ล้านบาท น่าซื้อไหม?

ไหน ๆ มีเรื่องต้องคิดขึ้นมาทั้งที “โมนิก้า” ขอมองไปที่หุ้นโรงหนังอย่าง MAJOR เพื่อชี้ให้เห็นการยืนปิดที่ระดับ 7.50 บาท บวกไป 0.60 บาท หรือขึ้นไป 8.70% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 58 ล้านบาท อาจเป็นภาพที่น่าตื่นเต้นสำหรับนักโหนกระแส แต่ถ้าดูเหตุการณ์ในช่วง 3 เดือนครึ่งจะเห็นว่า หุ้นยังไม่ผ่านแนวต้านสำคัญที่บริเวณ 8.30 บาท จึงกลายเป็นเกมวัดใจว่า เที่ยวนี้จะทำสำเร็จไหม?..อิอิอิ

ส่วนคนที่ชอบหุ้นในสไตล์ช้าแต่ชัวร์ คงต้องมองไปที่ TACC เพื่อชี้ให้เห็นภาพในช่วง 2 ปีมีการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ ไล่ตั้งแต่ปี 66 มีกำไร 206 ล้านบาท ถัดมาในปี 67 มีกำไร 247 ล้านบาท และในปี 68 มีกำไร 299 ล้านบาท จึงอยากให้นักลงทุนประเมินความเป็นไปได้ที่กำไรปี 69 จะเติบโตมีมากขนาดไหน? หลังไตรมาส 1 ทำกำไรได้เกือบ 100 ล้านบาท ซึ่งจะทำให้รู้ว่า การยืนปิดที่ระดับ 5.70 บาท น่าซื้อลงทุนไหม?

ปิดท้ายกันที่หุ้น OKJ ซึ่งบัดนี้กลายเป็นหุ้นดาวร่วงอย่างสมบูรณ์แบบ เพราะเป็นเวลา 1 ปี 3 เดือนที่ราคาหุ้นตกอยู่ในสถานการณ์ลงลูกเดียว พร้อมกับทำออลไทม์โลว์ให้เห็นเป็นระยะ “โมนิก้า” ถึงไม่อยากคอมเมนต์การยืนปิดที่ระดับ3.16 บาท ลบไป 0.04 บาท หรือลงไป 1.25% ด้วยมูลค่าการซื้อขายที่เบาบางเป็นก้นเหวของเที่ยวนี้ เพราะของมันเห็นกันทนโท่ว่า อาหารสุขภาพในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้..โตยากนะจ๊ะ

โมนิก้าและทีมงาน

Back to top button