“กัณฑรา” ชี้ SET ผ่าน 1,600 จุด ลุ้นไปต่อ! ชูแบงก์-สื่อสาร-นิคม-ท่องเที่ยวหนุนตลาด

“กัณฑรา ลดาวัลย์ ณ อยุธยา”  บล.ฟินันเซีย ไซรัส ประเมิน SET ยังมีโอกาสไปต่อ หากผ่าน 1,600 จุดพร้อมวอลุ่มหนาแน่นระดับ 6-7 หมื่นล้านบาท ลุ้นทดสอบ 1,627-1,630 จุด ชูกลุ่มแบงก์ สื่อสาร นิคมฯ ไฟแนนซ์ ขนส่ง โรงไฟฟ้า และท่องเที่ยวหนุนตลาด


นายกัณฑรา ลดาวัลย์ ณ อยุธยา กรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) หรือ FSS เปิดเผยผ่านรายการ “ข่าวหุ้นเจาะตลาด” เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2569 ว่า ทิศทางตลาดหุ้นไทยยังมีโอกาสปรับตัวขึ้นต่อ แม้ระยะสั้นอาจเผชิญแรงขายทำกำไรบริเวณแนวต้านสำคัญ 1,600 จุด หลังดัชนีปรับตัวขึ้นมาค่อนข้างแรงในช่วงที่ผ่านมา โดยมีหุ้นขนาดใหญ่ อาทิ DELTA, GULF, ADVANC และ AOT เป็นกลุ่มนำตลาด

ทั้งนี้ หากดัชนี SET สามารถผ่านระดับ 1,600 จุดได้อย่างมั่นคง พร้อมมูลค่าการซื้อขายหนาแน่นระดับ 60,000-70,000 ล้านบาท จะเป็นสัญญาณเชิงบวกต่อจิตวิทยาการลงทุน และมีโอกาสปรับขึ้นทดสอบแนวต้านถัดไปบริเวณ 1,627-1,630 จุด จากแรงเหวี่ยงของโมเมนตัมตลาดที่ยังอยู่ในทิศทางบวก

อย่างไรก็ตาม แม้หุ้นนำตลาดบางตัวปรับขึ้นไปแล้ว แต่หากพิจารณาภาพรวมตลาดโดยไม่นับรวม DELTA จะเห็นว่าหุ้นหลายตัวในตลาดยังมีโอกาสปรับตัวขึ้นได้ เนื่องจากราคายังอยู่ห่างจากราคาเป้าหมายพื้นฐานปีนี้ และสามารถสลับขึ้นมาช่วยหนุนดัชนีในระยะถัดไป

สำหรับกลุ่มหุ้นที่มีโอกาสหมุนเวียนขึ้นมานำตลาด ได้แก่ กลุ่มธนาคาร เช่น BBL และ KTB รวมถึงหุ้นขนาดใหญ่ที่มีสภาพคล่องสูงในกลุ่มค้าปลีก สื่อสาร และโครงสร้างพื้นฐาน เนื่องจากเป็นหุ้นที่รองรับเงินทุนต่างชาติได้ดี ทั้งในแง่การเข้าลงทุนและการขายทำกำไร

ขณะที่ปัจจัยพื้นฐานในไตรมาส 2/2569 มองว่าหุ้นกลุ่มที่เคยถูกกดดันจากสถานการณ์ตะวันออกกลางมีโอกาสฟื้นตัว หากความตึงเครียดผ่อนคลายลง โดยเฉพาะกลุ่มไฟแนนซ์ ขนส่ง โรงไฟฟ้า และท่องเที่ยว ซึ่งจะได้รับอานิสงส์จากราคาน้ำมันที่อ่อนตัวลงมาอยู่บริเวณ 95 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จากก่อนหน้านี้ที่เคยปรับตัวสูงกว่า 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

นอกจากนี้ กลุ่มธนาคารยังมีแนวโน้มผลประกอบการแข็งแกร่ง กลุ่มสื่อสารมีภาพรวมธุรกิจมั่นคง ขณะที่กลุ่มนิคมอุตสาหกรรมยังมีโอกาสเติบโตต่อจากกระแสการลงทุนและเม็ดเงินต่างชาติที่ไหลเข้า โดยหุ้นกลุ่มดังกล่าวจะช่วยเสริมแรงหนุนให้ตลาดหุ้นไทยมีโอกาสปรับตัวขึ้นต่อ แม้อาจมีแรงย่อตัวระหว่างทาง

อย่างไรก็ตาม ปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ต้องติดตามคือสถานการณ์ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน หากกลับมาตึงเครียดรุนแรงอีกครั้ง อาจกดดันบรรยากาศการลงทุนและราคาสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลก ขณะที่ปัจจัยในประเทศยังต้องติดตามมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล โดยเฉพาะโครงการ 60/40 ซึ่งอาจช่วยประคองการบริโภคในช่วง 4 เดือนข้างหน้า

ขณะเดียวกัน นายกัณฑรามองว่า ประเทศไทยมีศักยภาพในการดึงดูดกลุ่มผู้มั่งคั่งจากต่างประเทศให้เข้ามาพำนักและลงทุนในระยะยาว จากจุดแข็งด้านค่าครองชีพ ความอุดมสมบูรณ์ของอาหาร และภาพรวมความปลอดภัยเมื่อเทียบกับหลายประเทศ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต้องเร่งแก้ไขคือปัญหาคอร์รัปชันและกฎระเบียบบางประการที่อาจเป็นอุปสรรคต่อการลงทุน หากสามารถลดข้อจำกัดดังกล่าวได้ จะช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นและสนับสนุนเศรษฐกิจไทยในระยะยาว

Back to top button