ASPS แนะหลบหุ้นเทคฯ ซบกลุ่ม Defensive ชู ADVANC-BLA-BDMS เด่น

บล.เอเซียพลัส (ASPS) ชี้กระแสเงินทุนทั่วโลกกำลังโยกย้ายจากหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีเข้าสู่หุ้นคุณค่าและกลุ่มปลอดภัย ลุ้นมาตรการ "คนละครึ่ง พลัส เฟส 2" ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจคึกคัก ชูกลยุทธ์สลับการลงทุนเข้ากลุ่ม Defensive พร้อมเลือก ADVANC, BLA และ BDMS เป็นหุ้นเด่น


บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด หรือ ASPS เปิดเผยว่า ทิศทางการลงทุนขณะนี้กระแสเงินทุน (Fund Flow) กำลังถูกโยกย้ายออกจากกลุ่มหุ้นที่มีการเติบโตสูง (High Growth) ไม่ว่าจะเป็นหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี, เซมิคอนดักเตอร์ (Semiconductor), ปัญญาประดิษฐ์ (AI) รวมถึงคริปโทเคอร์เรนซี และสลับเข้าไปหาผลตอบแทนในกลุ่มหุ้นคุณค่า (Value) และกลุ่มปลอดภัย (Defensive) อาทิ กลุ่มการแพทย์และสถาบันการเงิน

ดังนั้นจึงแนะนำกลยุทธ์ให้สลับการลงทุนเข้าสู่กลุ่มหุ้นคุณค่าที่มีความปลอดภัยและสามารถให้ผลตอบแทนที่โดดเด่น แบ่งเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ 1.กลุ่ม Defensive อาทิ บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) หรือ BDMS, บริษัทโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BH, บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BGRIM และ บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF, 2.กลุ่มที่ได้ประโยชน์จาก Bond Yield ระดับสูง อาทิ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BBL, ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB, ธนาคารกสิกรไทย จำกัด(มหาชน) หรือ KBANK, บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCB, บริษัท กรุงเทพประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) หรือ BLA และ บริษัท ไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) หรือ TLI

และ 3.กลุ่มกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์และทรัสต์ (REITs) ได้แก่ กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคม ดิจิทัลหรือ DIF, กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานบรอดแบนด์อินเทอร์เน็ต สามบีบี หรือ 3BBIF และ ทรัสต์เพื่อการลงทุนในสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์ แอล เอช โฮเทล หรือ LHHOTEL

ทั้งนี้ ฝ่ายวิจัยได้เลือกให้ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ ADVANC, BLA และ BDMS เป็นหุ้นเด่น (Prime Picks)

นอกจากนี้ ยังแนะนำให้กระจายการลงทุนเข้าสู่กลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ในประเทศญี่ปุ่นผ่าน DR สัญลักษณ์ JPSEMI24 ซึ่งเป็นกองทุน ETF ที่อ้างอิงกับผู้เล่นระดับโลกอย่าง Lasertec และ Tokyo Electron ที่มีความได้เปรียบทางด้านเทคโนโลยีชิปตั้งแต่ต้นน้ำไปจนถึงกลางน้ำ พร้อมกันนี้ยังมีหุ้นระดับโลก (Global Gem) ที่น่าสนใจประจำวัน ได้แก่ GSUS06 และ UNH19 อีกด้วย

ทั้งนี้ เพื่อรับมือกับภาวะเงินเฟ้อที่สูงขึ้น รัฐบาลได้เดินหน้ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชนผ่านโครงการ “คนละครึ่ง พลัส เฟส 2” โดยให้วงเงินสนับสนุนสูงสุดคนละ 4,000 บาท ครอบคลุมผู้รับสิทธิ 30 ล้านคน ระยะเวลาดำเนินการ 4 เดือน (1 มิถุนายน – 30 กันยายน 2026) โครงการดังกล่าวเป็นการอัดฉีดเม็ดเงินงบประมาณเข้าสู่ระบบสูงถึง 1.2 แสนล้านบาท ซึ่งประเมินว่าจะช่วยผลักดันการเติบโตของเศรษฐกิจ (GDP) ไทยให้เพิ่มขึ้นได้อีก 0.5% – 0.6% โดยสัญญาณเริ่มต้นของโครงการถือว่าอยู่ในเกณฑ์ดีเยี่ยม เนื่องจากเปิดให้สแกนจ่ายเพียง 3 วันแรก มียอดเงินสะพัดหมุนเวียนในระบบทะลุ 7,000 ล้านบาทแล้ว

Back to top button