
ทีวีดิจิทัลใกล้จอดำ
วันนี้ “โมนิก้า” ขอพูดถึงบรรยากาศการลงทุนของตลาดหุ้นไทยแค่นิดหน่อย เพราะของมันเห็นกันอยู่แล้วว่า หุ้นไทยถูกขับเคลื่อนจากหุ้นใหญ่เพียงไม่กี่ตัว
วันนี้ “โมนิก้า” ขอพูดถึงบรรยากาศการลงทุนของตลาดหุ้นไทยแค่นิดหน่อย เพราะของมันเห็นกันอยู่แล้วว่า หุ้นไทยถูกขับเคลื่อนจากหุ้นใหญ่เพียงไม่กี่ตัว ก็ทำให้ดัชนีวิ่งทะลุแนวต้าน 1,600 จุดแบบชิล ๆ อีฉันถึงมองการยืนปิดที่ระดับ1,594.79 จุด บวกไป 6.73 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 8.97 หมื่นล้านบาท เป็นเรื่องที่ทุกคนรับรู้อยู่แล้ว แต่สิ่งที่ทุกคนยังไม่รู้คือ ดัชนีจะยืนเหนือระดับดังกล่าวได้นานไหม? พะยะค่ะ
เนื่องจากมีเสียงเตือนเบา ๆ จากผู้บริหารจดทะเบียนขนาดกลาง และขนาดเล็กถึงผลงานไตรมาส 2 อาจไม่ดี เพราะคำสั่งซื้อถูกอัดเข้ามาเป็นจำนวนมากในไตรมาส 1 ผนวกกับเรื่องสงคราม “อิหร่าน” กับ “สหรัฐฯ” ก็ไม่มีทีท่าจะจบลงในเร็ววัน รวมทั้งมีเรื่องที่สหรัฐฯ เตรียมรีดภาษีจากคู่ค้า 60 ประเทศอีก 10-12% ซึ่งไทยติดโผอยู่ในนั้นด้วยแบบนี้…แล้วโลกจะสงบสุขได้อย่าไรล่ะคะ
เช่นเดียวกับประเด็นทีวีดิจิทัลใกล้ถึงเวลาจอดำเข้ามาทุกที กลายเป็นเรื่องที่ขาเผือกเม้าท์มอยจนดังเซ็งแซ่มากขึ้นเรื่อย ๆ และชนวนเหตุที่ทำให้เรื่องนี้ถูกพูดถึงอย่างหนักอีกครั้ง ก็เป็นผลมาจากรายงานขายหุ้นของพ่อหนุ่ม “พิชญ์” ซึ่งเป็นหัวเรือใหญ่แห่งอาณาจักร JAS ที่มีลักษณะดั๊มทิ้ง เลยทำให้ผู้คนคิดกันไปถึงขั้นที่ว่า สงสัยไม่อยากทำทีวีดิจิทัล (โมโน29) แต่สุดท้ายความจริงก็ปรากฏออกมาว่า เลขานุการกรอกผิด! พร้อมกับยืนยันว่า ยังถือหุ้น 49.87% ขายออกเพียง 0.13% พร้อมกับประกาศศักดาเป็นเจ้าพ่อกีฬาเต็มตัวนะจ๊ะ
ที่น่าสนใจคือเรื่องดังกล่าวเป็นช่วงเวลาไล่เรี่ยกับมีการเรียกร้องให้ กสทช. ออกมาแสดงความชัดเจนเกี่ยวกับใบอนุญาตทีวีดิจิทัลของประเทศไทย ซึ่งกำลังจะหมดอายุในเดือน พ.ค. ปี 72 และจนป่านนี้หน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรง ก็ยังไม่มีโรดแมปที่ชัดเจนว่า จะให้จัดการประมูลคลื่นความถี่ใหม่ หรือจะหาแนวทางเยียวยาอุตสาหกรรมต่อไปอย่างไร?..แบบนี้ก็รอวันเด๊ดสะมอเร่อย่างเดียวซิค่ะ
เนื่องจากการแข่งขันทุกวันนี้ไม่ได้มีเฉพาะช่องต่าง ๆ ที่ต้องสู้กันเองเท่านั้น แต่ยังมีแพลตฟอร์มออนไลน์ (สตรีมมิ่ง) ระดับโลกที่เข้ามาร่วมแข่งด้วย ซึ่งเห็นได้จากทีวีทุกช่องมีการทำแพลตฟอร์มต่าง ๆ ควบคู่กันไป ไม่ว่าจะเป็น ทีวีออนไลน์, YouTube, Facebook เพื่อรักษากลุ่มผู้ชมคนรุ่นใหม่ “โมนิก้า” ถึงสงสัยว่า ในอนาคตจะเหลือกี่ช่องที่จะได้ไปต่อ และช่องเหล่านี้จะกล้าทุ่มเงินเพื่อซื้อใบอนุญาตเหมือนเมื่อก่อนอีกไหมเจ้าคะ
ประเด็นข้างต้นทำให้ “โมนิก้า” ต้องเอ่ยถึงช่องทีวีดิจิทัลในอดีตมีมากถึง 36 ช่อง แต่ในปัจจุบันเหลือแค่ 20 ช่องรายการหลักที่ออกอากาศอยู่แบบนี้…ใครก็ดูออกว่า รายไหนจะไปต่อ! เพราะแค่เหลือบดูโฆษณาที่เข้ามาในแต่ละช่อง ก็ทำนายอนาคตได้ทันที อีฉันจึงขอทบทวนความจำกันสักนิดหนึ่งว่า ผังทีวีดิจิทัลแบ่งออกเป็น 4 หมวดหมู่ดังนี้ โดยเริ่มจากช่องสาธารณะมีทั้งหมด 5 ช่อง ซึ่งประกอบด้วย ททบ.5 HD, NBT HD, ThaiPBS HD, ALTV (ช่อง 4), และ T Sports 7 ซึ่งเป็นกลุ่มที่ลอยตัวสุด ๆ เพราะเป็นช่องที่ได้เงินอุดหนุนจากภาครัฐนะจะบอกให้
ส่วนที่เหลือเป็นช่องที่ต้องปากกัดตีนถีบทั้งนั้น ไล่ตั้งแต่ช่องข่าวสารและสาระมีทั้งหมด 3 ช่อง TNN 16, JKN 18, และ Nation TV 22 ส่วนช่องเด็กและวาไรตี้ (SD) มีทั้งหมด 5 ช่อง Workpoint 23, True4U 24, GMM 25, ช่อง 8 (CH8) 27, และ MONO29 และ ช่องทั่วไป (HD) มีทั้งหมด 7 ช่อง เริ่มจากช่อง 9 MCOT HD, ONE 31, ไทยรัฐทีวี 32, ช่อง 3 HD 33, AMARIN TV 34, ช่อง 7 HD 35, และ PPTV HD 36 พะยะค่ะ
เหล่านี้เป็นเรื่องที่แฟนคลับแต่ละช่องต้องตามดูกันไปเรื่อย ๆ เพราะราคาประมูลเริ่มต้นแต่ละหมวดหมู่ในอดีตมีตั้งแต่ 140 ล้านบาท และบางหมวดหมู่ก็เริ่มต้นที่ 1.51 พันล้านบาท “โมนิก้า” ถึงมองระยะเวลา 3 ปีต่อจากนี้ อะไรก็เปลี่ยนแปลงได้ เพราะเทคโนโลยีหลายอย่างเข้ามาแทนที่ของเดิมอย่างรวดเร็ว จนเกิดคำพูดที่ว่า คนทำช่องทีวีดิทัลเหมือนเอาเงินมาเผาทิ้งทุกวัน..ยังจำกันได้บ่!
โมนิก้าและทีมงาน