
กองทุนน้ำมันถังรั่ว
เห็นตัวเลขฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงล่าสุดแล้ว “โมนิก้า” ถึงกับต้องขยี้ตาดูอีกรอบ!!
เห็นตัวเลขฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงล่าสุดแล้ว “โมนิก้า” ถึงกับต้องขยี้ตาดูอีกรอบ!! เพราะ ณ วันที่ 18 ต.ค. 2569 กองทุนน้ำมันฯ มีฐานะ ติดลบสุทธิสูงถึง 103,561 ล้านบาท หรือพูดกันแบบชาวบ้านก็คือ “ติดลบทะลุแสนล้าน” ไปเรียบร้อยแล้ว ทั้งที่กองทุนแห่งนี้มีหน้าที่ช่วยรักษาเสถียรภาพราคาพลังงานและบรรเทาภาระค่าครองชีพประชาชน แต่วันนี้กลับกลายเป็นว่า คนที่ต้องช่วยประคองประชาชนกำลังอยู่ในสภาพที่ต้องหาคนมาช่วยประคองเสียเอง…ช่างน่าปวดหัวจริง ๆ เจ้าค่ะ
ยิ่งเปิดดูไส้ในกองทุนฯ ก็ยิ่งน่าตกใจ เพราะมีสินทรัพย์รวมเพียง 36,201 ล้านบาท ขณะที่บัญชีน้ำมันเชื้อเพลิงติดลบ 62,359 ล้านบาท จากสินทรัพย์ 34,235 ล้านบาท แต่มีหนี้สินสูงถึง 96,594 ล้านบาท ส่วนบัญชีก๊าซหุงต้ม (LPG) ก็ไม่เบา ติดลบอีก 41,202 ล้านบาท จากสินทรัพย์ 1,966 ล้านบาท และหนี้สิน 43,168 ล้านบาท…เห็นตัวเลขแล้ว “โมนิก้า” อดสงสัยไม่ได้ว่า กองทุนที่มีหน้าที่รับแรงกระแทกจากราคาน้ำมันโลก จะเหลือเรี่ยวแรงรับหมัดหนักได้อีกสักกี่ยก!?
งานนี้ต้องยอมรับว่าภาครัฐพยายามงัดสารพัดมาตรการออกมาประคองราคาพลังงาน โดยเฉพาะการขอความร่วมมือปรับลดราคาดีเซล ณ โรงกลั่น ซึ่งตลอดปี 2569 มีการปรับลดกันหลายรอบ ตั้งแต่ 2 บาท 5 บาท 3 บาท ก่อนขยับมาเป็น 1.40 บาท และ 2.40 บาทต่อลิตร ล่าสุดเพิ่มส่วนลดเป็น 4 บาทต่อลิตร ตั้งแต่วันที่ 16 ก.ย.-31 ต.ค. 2569 เรียกว่าปรับกันจนประชาชนแทบจำตัวเลขไม่ไหว แต่ปัญหาคือมาตรการเหล่านี้ช่วยบรรเทาภาระได้เพียงระยะสั้น ไม่ใช่ยาวิเศษที่จะทำให้ต้นทุนพลังงานลดลงอย่างถาวร…แล้วพอหมดมาตรการ ใครจะรับไม้ต่อเจ้าคะ!?
ยิ่งหันไปดูราคาขายปลีกน้ำมันวันที่ 22 ต.ค. ก็ยิ่งเห็นภาพชัด เพราะดีเซลธรรมดาอยู่ที่ 43.54 บาทต่อลิตร ดีเซล B20 อยู่ที่ 37.19 บาทต่อลิตร แก๊สโซฮอล์ 91 อยู่ที่ 41.67 บาทต่อลิตร แก๊สโซฮอล์ 95 อยู่ที่ 42.04 บาทต่อลิตร ส่วนเบนซินทะยานถึง 51.03 บาทต่อลิตร! ราคาขนาดนี้ไม่ต้องเป็นนักเศรษฐศาสตร์ก็รู้ว่า คนใช้รถใช้ถนนและผู้ประกอบการขนส่งต้องควักกระเป๋าหนักขึ้นเพียงใด…นี่ขนาดมีมาตรการช่วยลดราคาแล้วนะเจ้าคะ!!
ที่สำคัญ ราคาน้ำมันโลกก็ไม่เป็นใจ เพราะเมื่อวันที่ 22 ต.ค. น้ำมันดิบเบรนท์พุ่งแตะ 112 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ WTI แตะ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ท่ามกลางความขัดแย้งในตะวันออกกลางและปัญหาการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงพลังงานสำคัญของโลก ส่งผลให้ตลาดกังวลปัญหาอุปทานตึงตัว…เรียกว่าข้างนอกไฟกำลังลุก แต่ข้างในเครื่องมือดับไฟกลับเหลือน้อยเต็มที!!
ทีนี้ประเด็นใหญ่ไปตกอยู่ที่วันที่ 31 ต.ค. ซึ่งมาตรการลดราคาดีเซลหน้าโรงกลั่น 4 บาทต่อลิตรจะสิ้นสุดลง หากไม่มีการต่ออายุหรือหามาตรการอื่นมาทดแทน ขณะที่ราคาน้ำมันโลกยังทรงตัวสูง ก็มีความเสี่ยงที่ราคาขายปลีกจะเผชิญแรงกดดันเพิ่มขึ้นอีก “โมนิก้า” จึงอยากถามผู้มีอำนาจว่า หลังวันที่ 31 ต.ค. จะเอาอย่างไรกันต่อ!? จะต่อมาตรการลดราคา จะปล่อยให้ราคาน้ำมันสะท้อนต้นทุน หรือจะใช้กองทุนน้ำมันฯ อุดหนุนเพิ่ม ทั้งที่ฐานะติดลบทะลุแสนล้านบาทไปแล้ว!?
เพราะไม่ว่าจะเลือกทางไหนก็มีต้นทุนทั้งนั้น หากปล่อยให้ราคาน้ำมันขึ้น ประชาชนและผู้ประกอบการก็ต้องรับภาระ แต่หากฝืนตรึงราคาด้วยเงินกองทุนฯ ต่อไป ภาระหนี้ก็อาจยิ่งพอกพูน สุดท้ายไม่ต่างจากการผลักปัญหาวันนี้ไปให้วันหน้า…เรื่องนี้ “โมนิก้า” ไม่ได้ค้านการช่วยเหลือประชาชนนะเจ้าคะ!! เพียงแต่อยากเห็นแผนระยะยาวที่ชัดเจน ไม่ใช่พอน้ำมันแพงก็รีบกดราคา พอกองทุนร่อยหรอก็ค่อยหาทางแก้ เพราะ การตรึงราคาอาจช่วยซื้อเวลาได้ แต่ซื้อความยั่งยืนให้กองทุนฯ ไม่ได้ตลอดไป
ยิ่งหากราคาดีเซลปรับขึ้นต่อเนื่อง ต้นทุนขนส่งและราคาสินค้าก็มีโอกาสขยับตาม สุดท้ายคนที่ต้องแบกรับภาระก็หนีไม่พ้นประชาชน โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อย งานนี้โมนิก้าจึงอยากฝากถึงผู้กำหนดนโยบายว่า อย่ามัวแต่แก้ปัญหาเฉพาะหน้า จนลืมคิดว่าจะแก้หนี้กองทุนฯ อย่างไร เพราะ น้ำมันแพงยังพอเข้าใจ แต่ถ้ากองทุนถังแตก แถมไม่มีแผนรองรับ แบบนี้คนไทยจะต้องรับกรรมกันอีกกี่รอบเจ้าคะ!?
ส่วนดัชนีตลาดหุ้นไทยวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ปิดที่ระดับ 1,562.67 จุด บวกไป 6.58 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 6.72 หมื่นล้านบาท รับแรงซื้อกลับหุ้นรายตัว โดยเฉพาะหุ้นบิ๊กแคปอย่างแบงก์และพลังงาน หลังถูกเทขายหนักในช่วงก่อนหน้า…แต่ท่ามกลางบรรยากาศที่เริ่มฟื้นตัว “โมนิก้า” ยังอดห่วงไม่ได้ว่า ราคาน้ำมันที่พุ่งไม่หยุดจะกลายเป็นตัวแปรสำคัญที่เข้ามาซ้ำเติมเศรษฐกิจและกดดันตลาดหุ้นไทยอีกระลอกหรือไม่เจ้าคะ…อิอิอิ
โมนิก้าและทีมงาน