
หุ้นร้อนโดนถล่ม
สถานการณ์ของตลาดหุ้นไทยเป็นอะไรที่ยากเกินกว่าจะเข้าใจ เพราะการเข้ามาลงทุนของ “ต่างชาติ” กับ “กองทุน” ในช่วงหลัง ๆ มักขัดความรู้สึกของคนทั่วไปเหลือเกิน
สถานการณ์ของตลาดหุ้นไทยเป็นอะไรที่ยากเกินกว่าจะเข้าใจ เพราะการเข้ามาลงทุนของ “ต่างชาติ” กับ “กองทุน” ในช่วงหลัง ๆ มักขัดความรู้สึกของคนทั่วไปเหลือเกิน “โมนิก้า” ถึงประเมินโอกาสที่ดัชนีจะขึ้นไปยืนเหนือระดับ 1,600 จุดอย่างมั่นคง ไม่น่าจะเกิดขึ้นในเร็ววันอย่างแน่นอน เพราะเมื่อดูงบแบงก์ที่เห็นกันทนโท่ว่า สินเชื่อเริ่มไม่โต และกำไรเริ่มลด มันคือภาพสะท้อนการชะลอตัวของเศรษฐกิจไทยนะจะบอกให้
ผนวกกับวันก่อนมีการตั้งโต๊ะแถลงข่าวของ ก.ล.ต. กับ บก.ปอศ. เกี่ยวกับการเปิดปฏิบัติการ “ทลายเครือข่ายฟอกเงินข้ามชาติ” และกลุ่มสแกมเมอร์ที่เข้ามาอำพรางการถือหุ้นในตลาดทุนไทย พร้อมกับออกหมายจับขบวนการดังกล่าวแบบนี้ “โมนิก้า” มองเป็นเรื่องที่ต้องชื่นชมการทำงานเต็ม ๆ เพราะสามารถพิสูจน์ถึงแหล่งที่มาของเงินทุนได้ชัดเจน และทำให้สังคมไม่มีอะไรต้องคาใจอีกต่อไปเจ้าค่ะ
ในขณะเดียวกันก็ต้องยอมรับว่า การที่ตำรวจออกหมายจับผู้ถือหุ้นในคดีความการเงิน ถือเป็นความเสี่ยงด้านการกำกับดูแลที่น่ากลัวสุดอย่างหนึ่ง เพราะมันกระทบโดยตรงกับราคาหุ้นตัวที่กำลังเป็นประเด็น และนำไปสู่การทิ้งตัวลงแรง (Panic Sell) จากความเชื่อมั่นที่พังทลาย “โมนิก้า” ถึงอยากให้นักเล่นช่วยกันประเมินการร่วงลงของหุ้น VGI MFC และ BCP มันจะหยุดตรงไหน?
โดยเฉพาะในรายของ VGI ที่มีการออกหมายจับ และเกี่ยวพันกับผู้ถือหุ้นใหญ่ มันเป็นเรื่องที่ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นโดยตรง และหากผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่มีคดีความมีการนำหุ้นไป “จำนำ” หรือวางเป็น “หลักประกัน” ก็จะนำไปสู่การฟอร์ซเซล และเมื่อมองเกี่ยวกับมุมที่บริษัทมีเงินสดในมือกว่า 2 หมื่นล้านบาท แต่ตราบใดที่โครงสร้างผู้ถือหุ้นยังมีชนักติดหลัง การจะนำเงินสดไปทำ “M&A” หรือสร้าง “New S-Curve” ก็จะล่าช้าออกไปอีกนะนายจ๋า
เม้าท์ถึงเรื่องกระทบธุรกิจขึ้นมาทั้งที “โมนิก้า” ต้องเอ่ยถึงหุ้น MFC เพราะธุรกิจ บลจ. ขับเคลื่อนด้วย “ศรัทธาและความน่าเชื่อถือ” หากภาพตลาดหุ้นเกิดวิกฤตความโปร่งใส ย่อมส่งผลโดยตรงกับการทำธุรกิจในอนาคต แต่ในขณะเดียวกันต้องไม่ลืมว่า เรื่องที่เกิดขึ้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับการบริหารงาน อีฉันเลยมองว่า เมื่อทางการเคลียร์คดีของผู้ถือหุ้นกลุ่มใหม่เสร็จ สถานการณ์น่าจะดีขึ้นเป็นลำดับนะตัวเอง
เช่นเดียวกับสถานการณ์ของ BCP ที่บริษัทร่อนจดหมายชี้แจงให้ทุกคนทราบว่า การทำธุรกิจยังดำเนินต่อไปเหมือนเดิม และเรื่องที่เกิดขึ้นก็ไม่กระทบอะไรทั้งนั้น “โมนิก้า” ถึงอยากให้นักลงทุนแยกแยะการอ่อนตัวของราคาหุ้นในช่วงที่ผ่านมาเป็นเพียงอาการตกใจธรรมดา ๆ เพราะถ้ามองราคาเป้าที่นักวิเคราะห์ให้ไว้ที่บริเวณ 70 บาท ย่อมเป็นช็อตที่น่าทยอยเก็บเข้าพอร์ตเจ้าค่ะ
ส่วนรายที่ “โมนิก้า” มองว่า ไม่น่าเข้าเล่นในจังหวะนี้ก็คือ DELTA เพราะราคาหุ้นที่เห็นบริเวณ 235 บาทเป็นการเทรดบน PE 98 เท่า ซึ่งเป็นระดับที่สูงเกินไปอย่างแน่นอน ผนวกกับกระแสชิป AI ก็แผ่วลงเรื่อย ๆ และยังมีการพูดไปถึงขั้นที่ว่า การเติบโตของอุตสาหกรรมดังกล่าวจะชะลอตัว รวมทั้งบางโบรกฯ เริ่มมีการปรับลดราคาเป้าหมายแบบนี้ จึงอยากให้นักลงทุนประเมินผลกระทบก่อนลงทุนนะจะบอกให้
ประเด็นข้างต้นทำให้ “โมนิก้า” ต้องเอ่ยถึงหุ้น SPCG ที่วานนี้ทิ้งตัวลงแรงแบบไร้คำอธิบาย แถมในโลกของแมงลือเม้าท์กันกระฉ่อนว่า มีเรื่องทุนปริศนาเข้ามาร่วมแจมอีกด้วยแบบนี้ เป็นใครก็ต้องสาดหุ้นทิ้งก่อนความจริงจะปรากฏทั้งนั้น อีฉันถึงอยากให้นักเล่นประเมินการยืนปิดที่ระดับ 10.40 บาท ลบไป 1.00บาท หรือลงไป 8.77% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 240.62ล้านบาท มันเป็นเหตุการณ์ผิดปกติไหมล่ะคะ
โมนิก้าและทีมงาน