“เสี่ยเจริญ” พร้อมส่ง “แอสเสท เวิรด์ คอร์ป” เข้า IPO ระดมทุนขยายธุรกิจอสังหาฯเต็มตัว!

"เสี่ยเจริญ" พร้อมส่ง "แอสเสท เวิรด์ คอร์ป" เข้า IPO ระดมทุนบุกธุรกิจอสังหาฯ โดยมีบล.บัวหลวง, บล.ภัทร - บล.กสิกรไทย เป็น FA


บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) ยื่นแบบแสดงรายการข้อมูล (Filing) version แรกต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ในวันนี้เพื่อเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนแก่ประชาชนเป็นครั้งแรก (IPO) ไม่เกิน 8,000 ล้านหุ้น โดยบริษัทจะขอเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) มี บล.บัวหลวง, บล.ภัทร และ บล.กสิกรไทย เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน

โดย บริษัทจะจัดสรรหุ้นเพิ่มทุนจำนวนไม่เกิน 6,957,000,000 หุ้น คิดเป็น 22.47% ของจำนวนหุ้นทั้งหมดที่ออกและจำหน่ายแล้วของบริษัทฯ ภายหลังจากที่มีการเสนอขายหุ้นครั้งนี้ ไม่รวมจำนวนหุ้นที่ผู้จัดหาหุ้นส่วนเกินอาจใช้สิทธิซื้อหุ้นสามัญเพิ่มทุนจากบริษัท ในกรณีที่มีการจัดสรรหุ้นส่วนเกิน

ทั้งนี้หาก ณ วันปิดการเสนอขายหุ้นทั้งหมดจำนวน 6,957,000,000 หุ้น มีผู้จองซื้อหุ้นเป็นจำนวนมากกว่าหุ้นทั้งหมดที่เสนอขายดังกล่าว อาจมีการจัดสรรหุ้นส่วนเกินจำนวนไม่เกิน 15.00% ของจำนวนหุ้นที่เสนอขายในครั้งนี้ หรือไม่เกิน 1,043,000,000 หุ้น ซึ่งจำนวนการจัดสรรจะขึ้นอยู่กับดุลพินิจของบริษัทฯ และผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจ่าย

สำหรับวัตถุประสงค์การใช้เงินที่ได้จากการระดมทุนในครั้งนี้ เพื่อใช้เป็นเงินลงทุนในการเข้าซื้อกิจการที่เป็นเจ้าของทรัพย์สินกลุ่ม 3 และใช้ในการลงทุน พัฒนา และ/หรือ ปรับปรุงทรัพย์สินของบริษัทฯ และ/หรือ บริษัทย่อย, ใช้ชำระคืนเงินกู้ยืมให้กับธนาคาร และ/หรือตั๋วสัญญาใช้เงินที่ออกโดยบริษัทฯ และ/หรือ บริษัทย่อย และเป็นเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินกิจการ

อนึ่ง แอสเสท เวิรด์ คอร์ป ประกอบธุรกิจถือหุ้นในบริษัทอื่น (Holding Company) ที่ประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ บริษัทเป็นทั้งเจ้าของและผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ทั้งในกลุ่มธุรกิจโรงแรมและการบริการ (Hospitality) และกลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการพาณิชย์ (Retail and Commercial Building) ทั้งหมด 29 แห่ง

โดย ณ วันที่ 31 มี.ค.62 บริษัทเป็นเจ้าของโรงแรมระดับ Midscale ขึ้นไปรายใหญ่ที่สุดในประเทศไทย โดยมีโรงแรมที่เปิดดำเนินการแล้ว 10 แห่ง จำนวนห้องพักรวมทั้งสิ้น 3,432 ห้อง ตั้งอยู่ในกรุงเทพฯ เชียงใหม่ สมุย กระบี่ และภูเก็ต ขณะที่ยังมีโรงแรมอีก 5 แห่งที่กำลังอยู่ระหว่างการปรับปรุงหรือพัฒนาใหม่ นอกจากนี้ บริษัทยังได้ตกลงที่จะเข้าซื้อโรงแรมอีก 12 แห่ง ตามสัญญาซื้อขายหุ้นปี 62 โดยบริษัทคาดการณ์ว่าเมื่อรวมจำนวนห้องพักของโรงแรมทั้งหมดจะมีจำนวนรวมทั้งสิ้นประมาณ 8,500 ห้อง

ทั้งนี้ บริษัทมีอสังหาริมทรัพย์เพื่อประกอบกิจการการค้า (Retail and Wholesale) ที่เปิดดำเนินการแล้วทั้งหมด 8 แห่ง มีพื้นที่เช่าสุทธิ (NLA) รวม 165,628 ตร.ม. คาดว่าภายในปี 68 บริษัทจะสามารถเพิ่มจำนวนพื้นที่เช่าสุทธิ (NLA) ได้ทั้งสิ้นประมาณ 249,853 ตร.ม ซึ่งส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในกรุงเทพฯ ได้แก่ โครงการเอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ คอมมูนิตี้ชอปปิงมอลล์ และในปี 61 ได้เปิดดำเนินงานอสังหาริมทรัพย์เพื่อประกอบกิจการปลีก (Retail) ใหม่ 2 แห่ง ได้แก่ โครงการลาซาล อเวนิว และโครงการเกทเวย์ แอท บางซื่อ

โดย บริษัทมีโครงการที่อยู่ระหว่างการพัฒนา ได้แก่ โครงการเออีซี เทรด เซ็นเตอร์ ที่เป็นอสังหาริมทรัพย์เพื่อประกอบกิจการการค้าส่ง (Wholesale) และมีโครงการคอมมูนิตี้มาร์เก็ต บางกะปิ ซึ่งเน้นผู้เช่าพื้นที่ประเภทอาหารและเครื่องดื่ม รวมถึงมีโครงการส่วนต่อขยาย ได้แก่ โครงการลาซาล อเวนิว ส่วนต่อขยาย และ โครงการเอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ ส่วนต่อขยาย ซึ่งอยู่ภายใต้การพิจารณาเข้าลงทุนตามบันทึกข้อตกลง (MOU) รวมทั้ง โครงการเกทเวย์ เอกมัยที่อยู่ภายใต้การบริหาร และการพิจารณาเข้าลงทุน

นอกจากนั้น บริษัทมีอาคารสำนักงานทั้งหมด 4 แห่ง มีพื้นที่เช่าสุทธิ (NLA) รวมกันทั้งหมด 270,594 ตร.ม.ตั้งอยู่ในทำเลสำคัญของกรุงเทพฯ เช่น อาคารเอ็มไพร์ ทาวเวอร์ ย่านสาทร และอาคารแอทธินี ทาวเวอร์ ในย่านเพลินจิต เป็นต้น

โดย ณ วันที่ 11 มิ.ย.62 บริษัทมีทุนจดทะเบียนจำนวน 32,000,000,000 บาท เป็นทุนที่เรียกชำระแล้ว 24,000,000,000 บาท แบ่งเป็นหุ้นสามัญจำนวน 24,000,000,000 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1 บาท ภายหลังจากการเสนอขายหุ้น IPO ครั้งนี้แล้ว บริษัทจะมีทุนจดทะเบียนเรียกชำระแล้วไม่เกิน 32,000,000,000 บาท

สำหรับ ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัทฯ ณ วันที่ 11 มิ.ย.62 ประกอบด้วยกลุ่มนายเจริญ สิริวัฒนภักดี และคุณหญิงวรรณา สิริวัฒนภักดี ซึ่งรวมถึงกลุ่มบริษัท ทีซีซี กรุ๊ป อินเตอร์เนชั่นแนล ลิมิเต็ด ถือหุ้นรวมกัน 24,000,000,000 หุ้น คิดเป็น 100% หลังเสนอขายหุ้น IPO ในครั้งนี้แล้วจะลดสัดส่วนการถือหุ้นลงเหลือ 75%

ทั้งนี้ ผลประกอบการของบริษัทในช่วงปี 59-61 บริษัทมีรายได้เพิ่มจาก 9,411.25 ล้านบาทในปี 59 เป็น 11,207.55 ล้านบาทในปี 60 และเพิ่มเป็น 12,415.64 ล้านบาทในปี 61 ขณะที่มีกำไร 2,890.73 ล้านบาทในปี 59 จากนั้นลดลงมาที่ 1,372.07 ล้านบาทในปี 60 และ 489.04 ล้านบาทในปี 61 ซึ่งคิดเป็นอัตรากำไรสุทธิ เท่ากับ 30.72%, 12.24% และ 3.94% ตามลำดับ โดยกำไรที่ลดลงโดยหลักมาจากการเพิ่มขึ้นของต้นทุนทางการเงินเนื่องจากบริษัทมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางการเงินในช่วงเดือน พ.ค.60

ขณะที่งวด 3 เดือนแรกของปี 62 รายได้รวม 3,031.53 ล้านบาท ค่าใช้จ่ายรวม 2,771.06 ล้านบาท กำไรสุทธิ 207.22 ล้านบาท

ณ วันที่ 31 มี.ค.62 บริษัทมีสินทรัพย์รวม 92,759.15 ล้านบาท หนี้สินรวม 67,561.93 ล้านบาท ส่วนของผู้ถือหุ้นรวม 25,197.22 ล้านบาท

ทั้งนี้ บริษัทมีนโยบายการจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นไม่น้อยกว่า 40% ของกำไรสุทธิจากการดำเนินงานปกติตามงบการเงินรวมของบริษัทฯ หลังหักภาษีเงินได้นิติบุคคล และหลังหักเงินสำรองต่าง ๆ ตามที่กฎหมาย

Back to top button