
“ดาวโจนส์” ปิดบวก 363 จุด ทำนิวไฮ รับผลประกอบการ Dell แกร่ง
ดัชนีดาวโจนส์ปิดบวก 363 จุด ทำสถิติสูงสุดใหม่ รับแรงหนุนจากผลประกอบการ Dell ที่แข็งแกร่ง ดันหุ้นเทคโนโลยีและกลุ่ม AI ปรับตัวขึ้น
ผู้สื่อข่าวรายงาน ดัชนีดาวโจนส์ ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดที่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในวันศุกร์ (29 พ.ค.) และปิดทั้งสัปดาห์นี้รวมถึงเดือนพ.ค.ในแดนบวก โดยได้แรงหนุนจากผลประกอบการของบริษัท Dell ที่ช่วยดันหุ้นเทคโนโลยีปรับตัวขึ้น ขณะที่นักลงทุนจับตารายละเอียดเกี่ยวกับข้อตกลงที่เป็นไปได้ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน
ทั้งนี้ ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 51,032.46 จุด เพิ่มขึ้น 363.49 จุด หรือ +0.72%, ดัชนี S&P500 ปิดที่ 7,580.06 จุด เพิ่มขึ้น 16.43 จุด หรือ +0.22% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 26,972.62 จุด เพิ่มขึ้น 55.15 จุด หรือ +0.20%
ในรอบสัปดาห์นี้ ดัชนีดาวโจนส์เพิ่มขึ้น 0.9%, S&P500 เพิ่มขึ้น 1.43% และ Nasdaq ปรับตัวขึ้น 2.39%
ดัชนี S&P500 ปรับตัวขึ้นรายสัปดาห์ติดต่อกันเป็นสัปดาห์ที่ 9 ซึ่งถือเป็นช่วงขาขึ้นต่อเนื่องยาวนานที่สุดนับตั้งแต่เดือนธ.ค. 2566
ส่วนในเดือนพ.ค. ดัชนีดาวโจนส์เพิ่มขึ้น 2.78%, S&P500 ปรับขึ้น 5.15% และ Nasdaq เพิ่มขึ้น 8.36%
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ระบุผ่านโซเชียลมีเดียว่า เขาจะตัดสินใจขั้นสุดท้ายเกี่ยวกับข้อตกลงกับอิหร่านในวันศุกร์ ขณะที่ก่อนหน้านี้ อิหร่านระบุว่าต้องการการดำเนินการที่เป็นรูปธรรม ไม่ใช่เพียงแค่คำพูด
หุ้น Dell พุ่งขึ้น 32.8% หลังบริษัทปรับเพิ่มคาดการณ์กำไรและรายได้ตลอดทั้งปีเมื่อวันพฤหัสบดี (28 พ.ค.) ส่งผลให้หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีปรับตัวขึ้น 1.87% โดยได้แรงหนุนจากหุ้นกลุ่มชิป
หุ้น Hewlett Packard Enterprise และหุ้น Super Micro Computer พุ่งขึ้น 12.6% และ 11.6% ตามลำดับ ขณะที่หุ้น Microsoft พุ่งขึ้น 5.4%
ดัชนีหุ้นกลุ่มซอฟต์แวร์และบริการปรับตัวขึ้นมากกว่า 6% และลบการขาดทุนทั้งหมดที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปลายเดือนม.ค. ซึ่งก่อนหน้านี้ได้รับแรงกดดันจากความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ต่อภาคธุรกิจ
ก่อนหน้านี้ในระหว่างการซื้อขาย ดัชนีหลักทั้ง 3 ดัชนีต่างแตะระดับสูงสุดระหว่างวันเป็นประวัติการณ์ จากแรงหนุนของความเชื่อมั่นรอบใหม่เกี่ยวกับ AI และการเติบโตของผลประกอบการที่แข็งแกร่ง แม้นักลงทุนยังคงกังวลต่อผลกระทบของสงครามอิหร่านต่อเงินเฟ้อและเศรษฐกิจโลก
นักกลยุทธ์ของ Wells Fargo กล่าวว่า ตลาดกำลังอยู่ในภาวะเชิงบวกอย่างมากต่อ AI และการปรับตัวขึ้นของตลาดรอบนี้ขับเคลื่อนโดยผลประกอบการบริษัทเป็นหลัก โดยเขาแนะนำให้นักลงทุนซื้อและถือหุ้น AI ระยะยาว
ส่วนนักวิเคราะห์ของ SimCorp กล่าวว่า ปริมาณการซื้อขายในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมาเพิ่มขึ้น ซึ่งสะท้อนว่ามีนักลงทุนเข้ามาในตลาดมากขึ้น
ดัชนีหุ้นกลุ่มบริการสื่อสารของ S&P500 ปรับตัวลง หลังหุ้น Alphabet ร่วง 2.5%
หุ้นกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคพื้นฐานอ่อนตัวลงเช่นกัน โดยหุ้น Costco และหุ้น Walmart ร่วงลง 3.9% และ 2.6% ตามลำดับ
ดัชนีหุ้นกลุ่มผู้ผลิตรถยนต์ของ S&P ปรับตัวลงด้วย หลังมีรายงานว่ารัฐบาลทรัมป์ต้องการให้รถยนต์ที่ผลิตในอเมริกาเหนือมีสัดส่วนชิ้นส่วนในภูมิภาคอย่างน้อย 82% เพื่อให้ได้รับสิทธิพิเศษภายใต้ข้อตกลงการค้าระหว่างสหรัฐฯ เม็กซิโก และแคนาดา
หุ้น General Motors ลดลง 1.3% ขณะที่หุ้น Stellantis ที่จดทะเบียนในสหรัฐฯ ร่วง 2.7%
ในบรรดาหุ้นรายตัว หุ้น Gap ร่วงลง 15.4% หลังบริษัทค้าปลีกเสื้อผ้าปรับลดคาดการณ์ยอดขายทั้งปี ขณะที่หุ้น American Eagle Outfitters ร่วง 11.8% หลังคงคาดการณ์ยอดขายสาขาเดิมตลอดปีไว้ที่ระดับเดิม
ข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ เมื่อวันพฤหัสบดี (28 พ.ค.) แสดงให้เห็นว่า อัตราเงินเฟ้อในเดือนเม.ย. เพิ่มขึ้นเร็วที่สุดในรอบ 3 ปี ขณะที่ตัวเลข GDP ไตรมาส 1 ถูกปรับลดลงเหลือขยายตัว 1.6% ต่อปี
เจฟฟรีย์ ชมิด ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) สาขาแคนซัสซิตีเตือนว่า ผลกระทบจากราคาพลังงานอาจไม่ได้เกิดขึ้นเพียงชั่วคราว ขณะที่มิเชล โบว์แมน รองประธานฝ่ายกำกับดูแลของเฟดกล่าวว่า หากเงินเฟ้อยังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง อาจจำเป็นต้องใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้น
ตลาดการเงินคาดว่า เฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยตลอดช่วงที่เหลือของปีนี้ และคาดการณ์ว่าเฟดจะปรับขึ้นดอกเบี้ย 0.25% ในเดือนธ.ค.
