“ครม.” ไฟเขียวมาตรการ “ประกันสังคม” สู้ “โควิด” รอบใหม่ ลดเงินสมทบ-จ่ายทดแทนว่างงาน

ครม. ไฟเขียว 3 มาตรการ "ประกันสังคม" สู้ "โควิด" รอบใหม่ ลดเงินสมทบ-จ่ายทดแทนว่างงาน-เพิ่มเงินสงเคราะห์บุตร


น.ส.รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้อนุมัติร่างกฎกระทรวงกำหนดอัตราเงินสมทบกองทุนประกันสังคม พ.ศ…. ตามที่กระทรวงแรงงานเสนอ ซึ่งเป็นการปรับลดอัตราเงินสมทบกองทุนประกันสังคมเป็นเวลา 3 เดือน ระหว่างวันที่ 1 ม.ค.-31 มี.ค.64 เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ประกันตนและนายจ้างที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ระลอกใหม่

โดยมีสาระสำคัญดังนี้

1.ลดอัตราเงินสมทบฝ่ายนายจ้าง และฝ่ายผู้ประกันตน ตามมาตรา 33 จากเดิม 5% ลดเหลือ 3% สำหรับฝ่ายรัฐบาลส่งเงินสมทบอัตราเดิม คือ 2.75% ส่วนผู้ประกันตนมาตรา 39 ให้ปรับลดอัตราเงินสมทบกองทุนประกันสังคม จากเดิมเดือนละ 432 บาท เหลือเดือนละ 278 บาท เป็นระยะเวลา 3 เดือน ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.64 ถึงวันที่ 31 มี.ค.64

2.ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.64 ถึงวันที่ 31 มี.ค.64 ให้รัฐบาล นายจ้าง และผู้ประกันตน ตามมาตรา 33 ออกเงินสมทบเข้ากองทุนเพื่อการจ่ายประโยชน์ทดแทนกรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย กรณีทุพพลภาพ กรณีตาย และกรณีคลอดบุตร ฝ่ายละ 1.05%

– การจ่ายประโยชน์ทดแทนกรณีสงเคราะห์บุตร และกรณีชราภาพ ในส่วนของนายจ้างและผู้ประกันตน ฝ่ายละ 1.85% และรัฐบาลปรับเป็น 1.45%

– การจ่ายประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงาน ในส่วนของนายจ้างและผู้ประกันตน ฝ่ายละ 0.1% และรัฐบาลปรับเป็น 0.25%

3.ตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย.60 เป็นต้นไป ให้รัฐบาล นายจ้าง และผู้ประกันตนตามมาตรา 33 ออกเงินสมทบเข้ากองทุนเพื่อการจ่ายประโยชน์ทดแทนกรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย กรณีทุพพลภาพ กรณีตาย และกรณีคลอดบุตร ฝ่ายละ 1.5%

– การจ่ายประโยชน์ทดแทนกรณีสงเคราะห์บุตร และกรณีชราภาพ ในส่วนของนายจ้างและผู้ประกันตนฝ่ายละ 3% และรัฐบาล 1%

– การจ่ายประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงาน ในส่วนของนายจ้างและผู้ประกันตน ฝ่ายละ 0.5% และรัฐบาล 0.25%

น.ส.รัชดา กล่าวเพิ่มเติมว่า การลดอัตราเงินสมทบ จะส่งผลดีต่อผู้ประกันตนและนายจ้าง โดยช่วยให้ผู้ประกันตนสามารถนำเงินไปใช้จ่ายเสริมสถาพคล่อง ประมาณคนละ 460-900 บาท เป็นเวลา 3 เดือน คิดเป็นมูลค่ารวม 8,248 ล้านบาท สำหรับนายจ้าง จะทำให้นายจ้างจ่ายเงินสมทบลดลง รวม 7,412 ล้านบาท ซึ่งจะช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายและช่วยรักษาการจ้างงานต่อไปได้

Back to top button