ILINK ปักธงรายได้ปี 64 โตแตะ 6 พันลบ. Backlog แน่น-รอเซ็นงานใหม่ 2 โครงการ 220 ลบ.


นางสาวริษา อนันตรัมพร ผู้จัดการทั่วไป บริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ คอมมิวนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ILINK นำเสนอข้อมูลผลประกอบการงวดปี 2563 ในงานบริษัทจดทะเบียนพบผู้ลงทุน (Opportunity Day) กับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ผ่านช่องทางออนไลน์ว่า ผลประกอบการสำหรับปี 2563 (สิ้นสุดวันที่ 31 ธ.ค. 63) กลุ่มบริษัทมีรายได้รวมจำนวน 5,200 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อนเล็กน้อย 8.16% โดยมาจากธุรกิจจัดจำหน่าย (Distribution) รายได้ปี 2563 อยู่ที่ 2,030 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 7.35 เทียบช่วงเดียวกันปี 2562 และรายได้ธุรกิจโทรคมนาคม (Telecom) ปี 2563 อยู่ที่ 2,017 ล้านบาท ลดลง 12.33%  เทียบช่วงเดียวกันปี 2562 ส่วนรายได้ธุรกิจวิศวกรรม (Engineering) ปี 2563 อยู่ที่ 1,106 ล้านบาท ลดลง 0.16% เทียบช่วงเดียวกันปี 2562

ส่วนกำไรสุทธิปี 2563 อยู่ที่ 269 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 37.76% เทียบช่วงเดียวกันปี 2562 อยู่ที่124 ล้านบาท โดยเป็นส่วนใหญ่เป็นผลมาจากค่าใช้จ่ายจากการขายและบริการลดลง และนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน ช่วยผลักดันอัตราการเติบโตของกำไรแม้ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 อีกทั้งได้ดำเนินการปรับกลยุทธ์โครงสร้างของรายได้ใหม่ เพื่อสร้างความยั่งยืนให้ผลประกอบการ

นอกจากนี้คณะกรรมการบริษัทฯ ได้มีมติเสนอที่ประชุมผู้ถือหุ้นเพื่ออนุมัติการจ่ายเงินปันผลจากกำไรสุทธิประจำปี 2563 จำนวน 0.14 บาทต่อหุ้นอีกด้วย โดยกำหนดวันที่ไม่ได้รับสิทธิปันผล(XD) วันที่ 6 พ.ค. 2564 และกำหนดจ่ายปันผลวันที่ 19 พ.ค. 2564

ส่วนแนวโน้มผลการดำเนินงานปี 2564 บริษัทตั้งเป้ารายได้ปี 64 เติบโตแตะ 6,000 ล้านบาท จากปีก่อนอยู่ที่ 5,200 ล้านบาท การเติบโตของรายได้ในปีนี้จะมาจากทุกธุรกิจ โดยธุรกิจจัดจำหน่ายคาดว่ารายได้จะเติบโต 1% จากปีก่อนที่มีรายได้ 2,049 ล้านบาท หลังมุ่งเน้นการขายสินค้ากลุ่ม Networking มากขึ้น ซึ่งเป็นสินค้าที่มีอัตรากำไร (มาร์จิ้น) สูง และยังตอบโจทย์สถานการณ์โควิด-19 รวมถึงเทคโนโลยี 5G, IoT (Internet of Things) เป็นต้น โดยบริษัทมี Product Mix ของสินค้ากลุ่มนี้อยู่ 6% และตั้งเป้าว่าจะมีสัดส่วนรายได้ในสินค้ากลุ่ม Networking เพิ่มขึ้นเป็น 10% ซึ่งเชื่อว่าจะช่วยทำให้อัตรากำไรขั้นต้นของธุรกิจจัดจำหน่ายปรับตัวดีขึ้นด้วย

ส่วนธุรกิจโทรคมนาคมคาดว่ารายได้จะเติบโตประมาณ 2,800 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 35% จากปีก่อนที่มีรายได้ 2,054 ล้าน บาท เนื่องด้วยในปีนี้จะรับรู้รายได้จากงานในมือ (Backlog) เข้ามาราว 1,663 ล้านบาท รวมถึงยังมีโปรเจ็คต์ใหม่ๆ อย่าง Big Data และโครงการที่เกี่ยวข้องกับการรักษาความปลอดภัยเป็นต้น

ส่วนธุรกิจวิศวกรรมคาดปีนี้รายได้จะเติบโต 12%  และคาดว่าจะสามารถพลิกมามีกำไรสุทธิโดยคาดจะเติบโตได้ราว 5% โดยมาจากโครงการขนาดใหญ่ อาทิ โครงการ Satellite Terminal (CC3) ที่เหลือการรับรู้รายได้เพียง 4%,และโครงการ CC4 หรืองานจัดซื้อพร้อมติดตั้งระบบขนส่งผู้โดยสารอัตโนมัติ (APM) เหลือรับรู้รายได้อีก 33% ซึ่งจะแล้วเสร็จภายในไตรมาส 2/2564 นี้  อีกทั้งการคัดเลือกโครงการขนาดใหญ่ที่เข้ามาโดยเลือกเฉพาะที่บริษัทเชี่ยวชาญเป็นต้น

ส่วนความคืบหน้าโครงการต่างๆ อาทิ โครงการ CC4 หรืองานจัดซื้อพร้อมติดตั้งระบบขนส่งผู้โดยสารอัตโนมัติ (APM) ปัจจุบันทั้ง 4 ขบวนได้ที่มาถึงไทยและส่งมอบไปที่สนามบินสุวรรณภูมิแล้ว โดยขบวนที่1-2 ได้ออกมาวิ่งแล้ว ส่วน 3-4 อยู่ระหว่างการทดลองวิ่ง ขณะที่ขบวนที่ 5- 6 คาดจะมาถึงไทยในไตรมาส 2/2564 นอกจากนี้เมื่อวันที่ 4 ม.ค.2564 บริษัทได้มีการเซ็นสัญญาสายส่งแรงสูงจังหวัดตรัง มูลค่า 317 ล้านบาท รอรับรู้รายได้ประมาณ 65%

อีกทั้งยังมีงานใหม่ที่จะเข้ามาเพิ่มเติมอีก โดยปัจจุบันบริษัทอยู่ระหว่างรอเซ็นสัญญารับงานงวางระบบไฟฟ้าสายเคเบิลใต้น้ำ ลอดใต้แม่น้ำเจ้าพระยา มูลค่า 80 ล้านบาท และงานวางระบบไฟฟ้าสายเคเบิลใต้น้ำ เกาะปันหยี มูลค่า 144 ล้านบาท คาดว่าจะเห็นความชัดเจนได้ในครึ่งแรกปีนี้

Back to top button