“กัณฑรา” ชี้เป้า 23 หุ้นแถว 2 ราคาแลกการ์ด ลุ้น SET แตะ 1,500 จุด

“กัณฑรา ลดาวัลย์ ณ อยุธยา” มองตลาดหุ้นไทยสดใส ลุ้นแตะ 1,500 จุด รับฟันด์โฟลว์ไหลเข้าต่อเนื่อง มั่นใจการเมืองนิ่งรัฐบาลอยู่ยาว 2 ปี หนุนความเชื่อมั่น ชูหุ้น Big Cap นำตลาด พร้อมเปิดโผ 23 หุ้น “แลกการ์ด” แถวสองน่าสะสมเข้าพอร์ต


นายกัณฑรา ลดาวัลย์ ณ อยุธยา กรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) หรือ FSS เปิดเผยผ่านรายการ “ข่าวหุ้นเจาะตลาด” ว่า ภาพรวมตลาดหุ้นไทยในขณะนี้มีความคึกคักและสดใสขึ้นอย่างชัดเจน โดยบรรยากาศการลงทุนและอารมณ์ของนักลงทุน (Sentiment) ปรับตัวดีขึ้นอย่างทั่วถึง ทั้งนี้ ประเมินว่าโมเมนตัมเชิงบวกนี้จะยังคงอยู่ต่อเนื่อง แม้ดัชนีจะปรับตัวขึ้นมากว่า 200 จุด แต่หากเทียบกับช่วงขาลงที่ผ่านมาตลอด 2 ปี ถือว่าการปรับขึ้นในระดับนี้ยังไม่สูงมากนัก และราคาหุ้นไทยในปัจจุบันยังถือว่าถูกเมื่อเทียบกับปัจจัยพื้นฐาน

โดยปัจจัยสนับสนุนหลักมาจากกระแสเงินทุนต่างชาติ (Fund Flow) ที่ไหลทะลักเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งนักลงทุนต่างชาติได้รอจังหวะเข้าลงทุนตั้งแต่ช่วงก่อนการเลือกตั้ง ประกอบกับค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น สะท้อนให้เห็นถึงมุมมองของนักลงทุนต่างชาติที่เชื่อมั่นในเสถียรภาพของรัฐบาลชุดนี้ ว่าจะสามารถบริหารงานได้ครบวาระหรืออย่างน้อย 2-2.5 ปี ซึ่งแตกต่างจากอดีตที่มีการเปลี่ยนนายกรัฐมนตรีบ่อยครั้ง โดยความเสี่ยงทางการเมือง (Political Risk) ที่ลดลง และความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง (Liquidity Risk) ที่ไทยสามารถรองรับเม็ดเงินขนาดใหญ่ได้ ทำให้ตลาดหุ้นไทยกลับมาเป็นเป้าหมายการลงทุน

สำหรับแนวโน้มดัชนีตลาดหุ้นไทย (SET Index) มองว่ามีโอกาสปรับตัวขึ้นไปแตะระดับ 1,500 จุด แม้ในระยะสั้นอาจมีการย่อตัวบ้างแถวบริเวณ 1,400 จุด แต่ด้วยแรงขับเคลื่อนจากความเชื่อมั่น (Confidence) และสภาพคล่องที่ล้นระบบ จะช่วยผลักดันดัชนีให้ไปต่อได้ โดยหุ้นกลุ่มหลักที่ได้รับอานิสงส์คือหุ้นขนาดใหญ่ (Big Cap) ในกลุ่ม SET50 เช่น PTT และ PTTEP ซึ่งปรับตัวขึ้นตามสภาพคล่องที่ไหลเข้า มากกว่าปัจจัยราคาน้ำมันเพียงอย่างเดียว

ส่วนของกลยุทธ์การลงทุน แนะนำให้นักลงทุนหันมาสนใจ “หุ้นแถวสอง” หรือหุ้น Laggard ที่ราคายังปรับตัวขึ้นไม่มากเมื่อเทียบกับตลาดที่ปรับขึ้นมาแล้วกว่า 17% โดยฝ่ายวิเคราะห์ของ FSS แนะนำหุ้นเด่นในกลุ่มนี้ ได้แก่ AAV, BCH, CHG, GFPT, ILINK, ITEL, KCG, MINT, MOSHI, NEO, NSL, OSP, PRM, RATH, RBF, SAPPE, SAV, SC, SEAFCO, SIRI, SNNP, SYNEX และ TU ซึ่งเป็นกลุ่มที่ยังมี Upside และน่าสนใจสำหรับการเข้าสะสม

นอกจากนี้ นายกัณฑรา ยังให้ความเห็นเกี่ยวกับเสถียรภาพทางการเมืองว่า หากพรรคร่วมรัฐบาลสามารถรวบรวมเสียงได้เกิน 300 เสียง จะสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนได้มากกว่าระดับ 270 เสียง และมองว่าการมีพรรคหลักที่สร้างเสถียรภาพจะดีกว่าการพึ่งพาพรรคที่ไม่มีความแน่นอน พร้อมทั้งเสนอแนะเชิงนโยบายต่อรัฐบาลใหม่ว่า ควรมีมาตรการส่งเสริมการออมระยะยาวผ่านตลาดทุนในรูปแบบกองทุนประหยัดภาษี (Tax Saving Fund) ที่มีความต่อเนื่องและถาวร เพื่อสร้างวินัยการออมและเสถียรภาพให้ตลาดทุนในระยะยาว แทนที่จะเป็นมาตรการชั่วคราวเหมือนในอดีต

สุดท้าย นายกัณฑรา ตั้งข้อสังเกตถึงลักษณะของ Fund Flow ที่ไหลเข้ามาในรอบนี้ว่า น่าจะเป็นเม็ดเงินลงทุนระยะยาวจากนักลงทุนต่างชาติ (Real Demand) มากกว่าการเก็งกำไรระยะสั้น สังเกตได้จากการแข็งค่าของเงินบาทที่สอดคล้องกับแรงซื้อ อีกทั้งตลาดหุ้นไทยยังเป็นตลาดที่เน้นคุณค่า (Value Market) ซึ่งเป็นที่ต้องการในยามที่หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและตลาดหุ้นอื่นในภูมิภาค เช่น อินโดนีเซีย ประสบปัญหา รวมถึงราคาทองคำที่เริ่มผันผวนคล้ายสินทรัพย์เสี่ยง ทำให้นักลงทุนมองหาแหล่งพักเงินที่ปลอดภัยและราคาไม่แพงอย่างตลาดหุ้นไทย

Back to top button