TU พุ่ง 3% โบรกฯเชียร์ “ซื้อ” เป้า 20 บ. ชี้ปี 64 กำไรโตรับธุรกิจ “อาหารทะเล” หนุน

TU บวก 3% โบรกฯคาดกำไรปี 64 โต 2% ชี้ธุรกิจกุ้ง แซลมอน และธุรกิจ Red Lobster ฟื้น ชูเป้า 20 บ.


ผู้สื่อข่าวรายงานว่าวันนี้ (24 มิ.ย.64) ราคาหุ้นบริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TU  ณ เวลา 15.40 น. อยู่ที่ระดับ 19.30 บาท เพิ่มขึ้น 0.50 บาท หรือ 2.66% โดยทำจุดสูงสุดที่ 19.40 บาท และทำจุดต่ำสุดที่ 18.80 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 521.33 ล้านบาท  

บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ระบุในบทวิเคราะห์ (23 มิถุนายน 2564) โดยประเมิน TU ว่า ด้วยข่าวจากประชาชาติธุรกิจรายงานว่าพบพนักงานจาก บมจ. สงขลาแคนนิ่ง (TU ถือหุ้น 99.55%) ติดเชื้อโควิด 263 ราย โดยล่าสุดฝ่ายวิจัยได้สอบถามไปทาง TU พบว่าผู้ติดเชื้อโควิดล่าสุดอยู่ที่กว่า 400 ราย และกำลังตรวจเชื้อผู้เสี่ยงสูงอีกกว่า 1 พันคนจากพนักงานทั้งหมด 5 พันคน ซึ่งล่าสุดในเบื้องต้น TU จะปิดโรงงานจังหวัดสงขลาชั่วคราวราว 5 วัน ตั้งแต่วันที่ 19 มิ.ย. 2564 (กำหนดเปิดวันที่ 24 มิ.ย. 64) โดยบมจ. สงขลาแคนนิ่งประกอบธุรกิจอาหารกระป๋องและอาหารสัตว์เลี้ยง มีรายได้ราว 6 พันล้านบาท/ปี หรือคิดเป็น 5% ของคาดการณ์รายได้รวมปี 2564 

ทั้งนี้ฝ่ายวิจัยมองว่าหากคนงานมีการติดเชื้อโควิดจำนวนมากจะกระทบต่อกำลังการผลิตของโรงงานได้และหาก TU ต้องปิดโรงงานสงขลาแคนนิ่งเป็นเวลา 14 วัน จะส่งผลกระทบต่อแนวโน้มรายได้และกำไรสุทธิปี 2564 เพียง 0.2% และราว 0.3% จากปัจจุบัน และต้องติดตามด้านความเชื่อมั่นของลูกค้าว่าสินค้าที่ออกจากโรงงานสงขลา แคนนิ่ง จะได้รับผลกระทบหรือไม่ สำหรับทูน่ากระป๋องและอาหารสัตว์เลี้ยงกระป๋องมีการอบความร้อนสูงเพื่อฆ่าเชื้อโรคอยู่แล้วส่วนคนงานก็มีการป้องกันเชื้อโรคอย่างดี 

นอกจากนี้ TU ก็มีโรงงานแปรรูปทูน่ากระป๋องกระจายหลายแห่งทั่วโลกที่สามารถผลิตสินค้าทดแทนกันได้ อาทิ โรงงานที่จังหวัดสมุทรสาคร โรงงานที่ประเทศกาน่าและเซเชลส์เป็นต้น อีกทั้งโรงงานของ TU ในประเทศกาน่า โปรตุเกส และจังหวัด สมุทรสาคร ก็เคยมีคนงานติด เชื้อ COVID-19 มาแล้วในช่วงกลางและปลายปี 2563 จึงคาดว่า TU จะสามารถบริหารจัดการด้านการผลิตและลดผลกระทบดังกล่าวไปได้บ้าง 

สำหรับในเบื้องต้นยังคงประมาณการคาดกำไรสุทธิปี 2564 จะเพิ่มขึ้น 2.3% จากงวดเดียวกันของปีก่อนจากธุรกิจกุ้ง แซลมอน และธุรกิจ Red Lobster จะฟื้นตัวชัดเจน ทั้งนี้คาดกำไรสุทธิงวดไตรมาส 2/2564 จะอ่อนตัวลงจากงวดไตรมาส 1/2564 จากแนวโน้มส่วนแบ่งกำไรจากธุรกิจ Red Lobster ลดลง ซึ่งหลังผ่านช่วง high season ไปแล้ว หักล้างแนวโน้มรายได้รวมงวดไตรมาส 2/2564 ที่จะเพิ่มขึ้นจากช่วงฤดูกาลส่งออก

อย่างไรก็ตามกำหนด FV ปี 2564 เท่ากับ 20 บาท อิงวิธี DCF (WACC 7.34%) ทั้งนี้ประเมินประเด็นดังกล่าวเป็นปัจจัยกดดันราคาหุ้นในระยะสั้นแต่ประเมินผลกระทบจำกัด จึงยังแนะนำลงทุนระยะกลางถึงยาว 

Back to top button