PTTGC เด้งกลับ 6% สนองซื้อกิจการ “HVB” ไม่ต้องเพิ่มทุน! โบรกฯย้ำต่อยอดธุรกิจโตระยะยาว

PTTGC เด้งกลับ 6% รับอานิสงส์ไม่เพิ่มทุน หลังเข้าซื้อกิจการกลุ่ม “HVB” จำนวน 1.48 แสนลบ. ฟากโบรกฯมองว่าจะมีรายได้สัดส่วนเพิ่มขึ้นหลังรวมธุรกิจในระยะยาว คาดปิดดีลไตรมาส 4/2564 เชียร์ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 70 บ.


ผู้สื่อข่าวรายงานว่าวันนี้ (13 ก.ค. 2564) ราคาหุ้น บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC ณ เวลา 12.18 น. อยู่ที่ระดับ 58.25 บาท เพิ่มขึ้น 3.50 บาท หรือ 6.39% โดยทำจุดสูงสุดที่ 58.50 บาท และทำจุดต่ำสุดที่ 56.25 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 3.22 พันล้านบาท

บริษัทหลักทรัพย์ ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ระบุในบทวิเคราะห์วันนี้ (13 ก.ค. 2564) มีการประเมินว่าPTTGC แม้ได้แจ้งการเข้าลงทุนของบริษัทย่อย PTTGC international (Netherlands) B.V. ซึ่งทำธุรกรรมโดยได้เข้าซื้อหุ้นสามัญใน Allnex holding GmbH (บริษัทกลุ่มเป้าหมาย) ในสัดส่วน100% ที่ราคา 3,575.90 ล้านยโรู (เทียบเท่า132,608 ล้านบาท) และสัญญาเงินกู้ให้บริษัทกลุ่มเป้าหมาย426.3 ล้านยโรู (15,809 ล้านบาท) และซื้อหุ้นบุรุิมสิทธิ์ใน Allnex holding Germanny II GmbH ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของบริษัทจาก WP Invest GMBH เท่ากับ6% ในราคา 1,744 ยโรู (64,673 บาท) ทั้งหมดมีมูลค่ารวม 4,002.20 ล้านยโรู (148,417 ล้านบาท) โดยบริษัทดังกล่าวทำธุรกิจผลิตภัณฑ์Coating Resins และสาร Additives ที่ใช้ในงานสถาปัตยกรรม, อุตสาหกรรม, รถยนต์ซึ่งเป็นกลุ่มสินค้ามูลค่าเพิ่ม

สำหรับการซื้อกิจการซื้อกิจการครั้งนี้ซื้อที่ EV/EBITDA 12 เท่าไม่ถือว่าแพงหากเทียบกับอุตสาหกรรมที่ซื้อกันที่ราว10-13 เท่า ขณะที่การดําเนินงานของบริษัทดังกล่าวมีEBITDA margin ราว 17% ซึ่งค่อนข้างไม่ผันผวนมากและคาดว่าดีลจะแล้วเสร็จในไตรมาส 4/2564 นี้

ทั้งนี้แม้ว่าดีลการซื้อกิจการครั้งนี้จะมีมูลค่าสูงถึง 1.48 แสนล้านบาทแต่ทางบริษัทออกมายืนยันว่าไม่มีความจำเป็นต้องเพิ่มทุนเพราะมีเงินทุนเพียงพอรองรับการซื้อกิจการแล้ว โดยสิ้นไตรมาส 1/2564 บริษัทมีเงินสดในมือราว 1 แสนล้านบาท ซึ่งได้เงินจากการขายหุ้นบริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC จำนวน 25,000 ล้านบาท และกู้ยืมมาจาก บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT จำนวน 73,920 ล้านบาท ซึ่งหลังกู้จาก PTT แล้วจะทำให้ D/E เพิ่มเป็น 0.60 เท่า ทางฝ่ายวิจัยคาดว่าแม้จะทำให้ดอกเบี้ยจ่ายเพิ่มจากการกู้ยืมเงินในการซื้อกิจการครั้งนี้ แต่คาดว่ากำไรจากการดำเนินงานของ Allnex จะสามารถชดเชยดอกเบี้ยจ่ายที่ปีละ 1,848 ล้านบาท

อย่างไรก็ดีทางฝ่ายวิจัยยังมองบวกต่อการซื้อกิจการครั้งนี้ที่จะช่วยขยายฐานธุรกิจมูลค่าเพิ่ม (HVB) จากปัจจุบันที่มีอยู่เพียง10% เพื่อลดผลกระทบจากความผันผวนของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่มีผลต่อการดําเนินงานค่อนข้างมาก รวมถึงการขยายฐานรายได้สู่ต่างประเทศเพิ่มขึ้นจากปัจจุบันที่มีเพียง16% ของยอดขาย ซึ่งคาดว่าจะมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นหลังการรวมธุรกิจดังกล่าวเข้ามา ซึ่งจากราคาหุ้นที่ปรับลงแรงเพราะกังวลการเพิ่มทุนทำให้ valuation น่าสนใจมากขึ้นทำให้คงแนะนำ “ซื้อ” ราคาพื้นฐาน 70 บาท

Back to top button