“ดาวโจนส์” ปิดพุ่งกว่า 500 จุด ขานรับผลประชุมเฟด-คลายกังวลเอเวอร์แกรนด์

“ดาวโจนส์” ปิดพุ่ง 506.50 จุด ขานรับผลประชุมเฟด-คลายกังวลเอเวอร์แกรนด์ หลังธ.กลางจีนอัดฉีดเงินจำนวนมากเข้าสู่ตลาด โดยดัชนีดาวโจนส์ปิดที่ 34,764.82 จุด เพิ่มขึ้น 506.50 จุด หรือเพิ่มขึ้น 1.48%


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดพุ่งขึ้นกว่า 500 จุดเมื่อคืนนี้ (23 ก.ย.64) โดยดาวโจนส์ดีดตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่งติดต่อกันเป็นวันที่ 2 ขานรับผลการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) และจากการที่นักลงทุนคลายความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ของบริษัทไชน่า เอเวอร์แกรนด์ กรุ๊ป หลังมีรายงานว่าธนาคารกลางจีนได้อัดฉีดเงินจำนวนมากเข้าสู่ตลาด

โดยดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 34,764.82 จุด เพิ่มขึ้น 506.50 จุด หรือ +1.48% ดัชนี S&P 500 ปิดที่ 4,448.98 จุด เพิ่มขึ้น 53.34 จุด หรือ +1.21% ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 15,052.24 จุด เพิ่มขึ้น 155.40 จุด หรือ +1.04%

บรรยากาศการซื้อขายในตลาดหุ้นนิวยอร์กยังคงได้รับปัจจัยบวกจากการที่เฟดส่งสัญญาณว่ายังไม่เร่งถอนมาตรการกระตุ้นทางการเงินที่เฟดนำมาใช้เพื่อพยุงเศรษฐกิจในช่วงการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 โดยในการประชุมครั้งล่าสุดเมื่อวันพุธที่ผ่านมานั้น เฟดไม่ได้ระบุไทม์ไลน์ในการปรับลดวงเงินในโครงการซื้อพันธบัตรตามมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) โดยส่งสัญญาณเพียงว่าจะปรับลด QE ในไม่ช้านี้หากเศรษฐกิจมีความคืบหน้าตามที่คาดการณ์ไว้

นอกจากนี้ นักลงทุนคลายความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ของเอเวอร์แกรนด์ หลังจากธนาคารกลางจีนอัดฉีดสภาพคล่องจำนวน 1.10 แสนล้านหยวน (1.7 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ) เมื่อวานนี้ ซึ่งเป็นจำนวนเงินมากที่สุดในรอบ 8 เดือน หลังจากที่ได้อัดฉีดเงินไปแล้วจำนวนหนึ่งในช่วงสุดสัปดาห์ที่แล้ว โดยมีเป้าหมายที่จะหลีกเลี่ยงภาวะสภาพคล่องตึงตัวในระบบหลังจากบริษัทเอเวอร์แกรนด์ประสบปัญหาสภาพคล่องลดลงและมีความเสี่ยงที่จะผิดนัดชำระหนี้

ทางด้านนายเจอโรม พาวเวล ประธานเฟดได้แสดงความเชื่อมั่นว่า การผิดนัดชำระหนี้ของเอเวอร์แกรนด์จะไม่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อเศรษฐกิจสหรัฐ และกล่าวว่าการผิดนัดชำระหนี้ของภาคเอกชนสหรัฐอยู่ในระดับที่ต่ำ

โดยหุ้น 9 ใน 11 กลุ่มที่คำนวณในดัชนี S&P500 ปิดในแดนบวก นำโดยดัชนีหุ้นกลุ่มพลังงานพุ่งขึ้น 3.41% หลังจากราคาน้ำมันดิบ WTI ปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยหุ้นหุ้นเดวอน เอนเนอร์จี พุ่งขึ้น 7.72% หุ้นฮัลลิเบอร์ตัน พุ่งขึ้น 5.37% หุ้นเอ็กซอน โมบิล พุ่งขึ้น 3.39% หุ้นเชฟรอน ดีดขึ้น 2.49%

ส่วนหุ้นกลุ่มที่ได้รับประโยชน์จากการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจดีดตัวขึ้นเมื่อคืนนี้ ซึ่งรวมถึงหุ้นกลุ่มอุตสาหกรรม และกลุ่มสายการบิน โดยหุ้นเจเนอรัล อิเล็กทริก (จีอี) พุ่งขึ้น 4.51% หุ้น 3M บวก 0.94% หุ้นแคทเธอร์พิลลาร์ ซึ่งเป็นผู้ผลิตเครื่องมือด้านการก่อสร้าง พุ่งขึ้น 2.75% หุ้นอเมริกัน แอร์ไลน์ ดีดขึ้น 1.85% หุ้นยูไนเต็ด แอร์ไลน์ พุ่งขึ้น 3.92% หุ้นเดลต้า แอร์ไลน์ เพิ่มขึ้น 2.43%

ส่วนหุ้นโบอิ้ง พุ่งขึ้น 1.89% หลังจากโบอิ้งคาดการณ์ว่า ภายในปี 2583 จีนจะซื้อเครื่องบินใหม่จำนวน 8,700 ลำ คิดเป็นมูลค่าทั้งสิ้น 1.47 ล้านล้านดอลลาร์ โดยตัวเลขดังกล่าวเพิ่มขึ้น 12% จากตัวเลขคาดการณ์เดิมที่ระดับ 8,600 ลำ เนื่องจากเศรษฐกิจจีนมีแนวโน้มฟื้นตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว และธุรกิจสายการบินต้นทุนต่ำของจีนส่งสัญญาณขยายตัวต่อเนื่อง

ด้านหุ้นไฟเซอร์ ดีดตัวขึ้น 0.55% หลังจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (FDA) ของสหรัฐอนุมัติให้ฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 เข็มบูสเตอร์ของไฟเซอร์-ไบออนเทคให้กับชาวอเมริกันที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไปและกลุ่มเสี่ยงสูง หลังจากที่ประชาชนในกลุ่มดังกล่าวได้รับวัคซีนครบ 2 โดสแล้วเป็นระยะเวลา 6 เดือน ซึ่งจะทำให้ชาวอเมริกันจำนวนมากมีสิทธิ์ได้รับวัคซีนบูสเตอร์ในขณะนี้

อย่างไรก็ตามตลาดหุ้นนิวยอร์กไม่ได้รับผลกระทบจากข้อมูลเศรษฐกิจที่อ่อนแอของสหรัฐเมื่อคืนนี้ โดยกระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยตัวเลขผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรกเพิ่มขึ้น 16,000 ราย สู่ระดับ 351,000 รายในสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 1 เดือน และสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 320,000 ราย

ทางด้านไอเอชเอส มาร์กิต ซึ่งเป็นบริษัทให้บริการข้อมูลทางการเงิน เปิดเผยว่า ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) รวมภาคการผลิตและภาคบริการเบื้องต้นของสหรัฐ ปรับตัวลงสู่ระดับ 54.5 ในเดือนก.ย. ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 1 ปี จากระดับ 55.4 ในเดือนส.ค.

Back to top button