SMT บวก 6% แย้มครึ่งหลังเด่นต่อ รับออร์เดอร์แน่น ปักธงรายได้ปี 65 โตเข้าเป้า 3 พันล้าน  

SMT บวก 6% แย้มครึ่งหลังเด่นต่อ รับออร์เดอร์ "ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์" แน่น ปักธงรายได้ปี 65 โตเข้าเป้า 3 พันล้าน ลุ้นปีหน้าโตต่อทะลุ 4 พันล้าน โดย ณ เวลา 11:41 น. อยู่ที่ระดับ 5.20 บาท บวก 0.30 บาท


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้(17ส.ค.65) ราคาหุ้นบริษัท สตาร์ส ไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ SMT ณ เวลา 11:41 น. อยู่ที่ระดับ 5.20 บาท บวก 0.30 บาท หรือ 6.12% ด้วยมูลค่าซื้อขาย 51.55 ล้านบาท ราคาหุ้นแรงในรอบ 3 เดือนโดยเทียบตั้งแต่หุ้นยืนที่ระดับ 5.35 บาท เมื่อวันที่ 6 พ.ค.65

ด้านนายวิรัตน์ ผูกไทย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร SMT ตั้งเป้ารายได้ปี 66 ที่ 4,000 ล้านบาท หรือเติบโตไม่ต่ำกว่า 30% โดยได้รับปัจจัยหนุนจากคำสั่งซื้อทุกๆผลิตภัณฑ์ของบริษัทมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ประเภทแผงวงจร PCBA และ Fiber Optics ที่เติบโต

สำหรับทิศทางผลประกอบการในช่วงครึ่งหลังของปี 65 บริษัทมั่นใจว่าจะสามารถเติบโตได้มากกว่าช่วงครึ่งปีแรก จึงมั่นใจว่ารายได้ทั้งปีจะเป็นไปตามเป้าหมายกว่า 3,000 ล้านบาท หลังจากบริษัทได้มีคำสั่งซื้อล่วงหน้ารอส่งมอบ (Backlog) กว่า 3,500 ล้านบาท ที่จะสามารถรับรู้รายได้ในปี 65-66 โดยบริษัทสามารถผลิตสินค้าได้ต่อเนื่องและมากยิ่งขึ้นหลังจากสถานการณ์การขาดแคลนวัตถุดิบคลี่คลายไปในทิศทางที่ดีขึ้น และเชื่อว่าจะค่อยๆดีขึ้นอีกอย่างต่อเนื่อง ในขณะเดียวกัน บริษัทยังกระจายแหล่งวัตถุดิบไปยังหลายๆแหล่งเพื่อลดความเสี่ยงด้วย

นอกจากนี้บริษัทยังมีคำสั่งซื้อใหม่ๆ เข้ามาจากลูกค้าขนาดใหญ่อย่างต่อเนื่อง หลังจากบริษัทได้ขยายตลาดไปยังประเทศสหรัฐ สหภาพยุโรป รวมไปถึงญี่ปุ่นมากขึ้นด้วย ซึ่งในช่วงที่เหลือของปีนี้คาดว่าจะรับงานเข้ามาเพิ่มได้อีกไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาท

พร้อมกันนั้น บริษัทยังคาดว่าอัตราการทำกำไรของบริษัทจะปรับตัวดีขึ้น จากช่วงครึ่งปีแรกของปี 65 บริษัทมีอัตรากำไรสุทธิที่ 9.13% และ อัตรากำไรขั้นต้นที่ 11.98% ซึ่งเป็นผลมาจากการบริหารจัดการต้นทุนที่ดีขึ้น และได้เดินหน้าลงทุนระบบออโตเมชั่น รวมไปถึงดอกเบี้ยจ่ายที่ปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา

ด้านสถานการณ์ความตึงเครียดที่เกิดขึ้นระหว่างไต้หวัน สหรัฐ และ จีน คาดว่าจะเป็นผลกระทบด้าน Semtiment ระยะสั้น โดยมองว่าระยะยาวสถานการณ์ต่างๆจะคลี่คลาย และ ผู้ประกอบการจะสามารถหาทางออกที่เหมาะสมให้กับธุรกิจได้

“ภาพรวมเราดีขึ้นหลังจากสถานหลังจากสถานการณ์การขาดแคลนของวัตถุดิบคลี่คลาย ในขณะเดียวกันเรายังได้หาแหล่งวัตถุดิบใหม่ๆเข้ามาเพิ่มเติมเพื่อเป็นการกระจายความเสี่ยงอีกด้วย ขณะที่ค่าเงินบาทอ่อนค่ามาอย่างต่อเนื่องยังเป็นปัจจัยบวกให้เราที่เป็นผู้ส่งออกอีกด้วย ด้านการนำเข้าวัตถุดิบไม่ได้เป็นผลกระทบเพราะเราได้ทำการล็อกราคาไว้แล้วล่วงหน้า 1-2 ปี”นายวิรัตน์ กล่าว

Back to top button