
ตึงไปไหมก.ล.ต.
ท่ามกลางแดดเปรี้ยงในตลาดหุ้น ก.ล.ต.ออกข้อดำริจะให้บริษัทจดทะเบียนทุกแห่ง ต้องจัดตั้งหัวหน้าผู้ตรวจสอบภายใน (Chief Internal Audit)
ท่ามกลางแดดเปรี้ยงในตลาดหุ้น ก.ล.ต.ออกข้อดำริจะให้บริษัทจดทะเบียนทุกแห่ง ต้องจัดตั้งหัวหน้าผู้ตรวจสอบภายใน (Chief Internal Audit)
เจตนารมณ์หลัก ก็เพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นในตลาดทุน โดยยกระดับธรรมาภิบาลและระบบควบคุมภายในของบริษัทจดทะเบียน หลังจากใน 2-3 ปีมานี้ พบปัญหาการทุจริตในหลายกรณี
กรณี STARK ที่สร้างตัวเลขทิพย์ทั้งยอดขาย-กำไร หลอกนักลงทุน และกรณีของ MORE ที่ปล้นโบรกเกอร์ ก็คงจะเป็นกรณีทุจริตที่เกิดขึ้นนั้น
ในระบบปัจจุบัน คณะกรรมการบริหารบริษัทหรือบอร์ด มีกรรมการตรวจสอบความเสี่ยงอยู่แล้ว แต่ก.ล.ต.เห็นว่ายังไม่เพียงพอ ต้องเพิ่ม “หัวหน้าผู้ตรวจสอบภายใน” เป็นมือทำงานให้กรรมการตรวจสอบขึ้นอีก
บุคคลผู้จะเข้ารับตำแหน่งหัวหน้า IA ที่ก.ล.ต.ต้องการ ต้องผ่านการรับรองมาตรฐานวิชาชีพในระดับสากลเช่น CIA หรือ IAP เทียบเท่ากับ CFA ในวงการนักวิเคราะห์และ CPA ในวงการบัญชี และต้องมีประสบการณ์ทำงานมาอย่างน้อย 5 ปี
ก.ล.ต.เตรียมจะเปิดรับฟังความคิดเห็น (Hearing) ภายในเดือนมิ.ย.นี้ หรืออย่างช้าไม่เกินกลางเดือนก.ค.นี้ บังคับทั้งบจ.จะเข้าใหม่ IPO และบจ.เก่าในตลาด
ตลาดหลักทรัพย์ฯ หรือ ตลท. จะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย ก็บอกมา ซึ่งหลายสิบปีมานี้ ไม่เคยปรากฏว่า ตลท. จะเห็นแย้งหรือไม่เห็นด้วยกับก.ล.ต.แต่ประการใด
อืม…ที่ผมจั่วหัวตอนต้นบทความว่า “แดดเปรี้ยงในตลาดหุ้น” น่ะ ผมต้องการจะสื่อว่า ตลาดหุ้นไทยที่เคยรุ่งเรือง มีมูลค่าซื้อขายเฉลี่ย/วันแซงหน้าตลาดหุ้นสิงคโปร์ กลับพลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือตั้งแต่ช่วงโควิดระบาด (ปี 2563-64) เพิ่งจะมาฟื้นเอาช่วงปลายปี 68 มาถึงปี 69 ตอนนี้เอง เปรียบเหมือนคนเพิ่งฟื้นไข้
อีกทั้งยังมาเจอภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวมา 2 ทศวรรษเต็ม ๆ จากปัญหาเสถียรภาพทางการเมือง ความมั่งคั่งมั่นคงของบริษัทจดทะเบียนทั้งใน SET และ MAI ก็ถดถอยลงเป็นอันมาก โดยเฉพาะบริษัทเล็ก-กลาง กระทั่งบริษัทขนาดใหญ่ ความมั่งคั่งก็ยังหดหายไปเยอะ
ตลาด IPO นับวันยิ่งถดถอยลง ในรอบ 10 ปีมานี้ (ช่วงปี 60-69) เคยมีหุ้นเข้าใหม่ปีละ 20-30 บจ. แต่ตั้งแต่ต้นปีนี้มา มีหุ้น IPO เข้ามาแค่ตัวเดียวเท่านั้น อย่างเก่งถึงสิ้นปี ก็อาจจะได้สัก 3-4 ตัว
นอกจากนั้นก็ยังมีวิกฤตหุ้น IPO ที่ส่วนใหญ่ต่ำจองเรียบ นักลงทุนเสื่อมศรัทธา ปฏิเสธหุ้นจองซะเป็นส่วนใหญ่ และเริ่มจะมีปรากฏการณ์บจ.ในตลาด ผิดนัดชำระหนี้หุ้นกู้มากกว่า 10 รายแล้ว
พวกคุณบนหอคอยงาช้าง เคยรู้บ้างไหม ผู้ดูแลตลาดทุน ควรจะใช้มาตรการเข้มหรือผ่อนปรนในการกำกับดูแลตลาดทุน
ไม่ปฏิเสธหรอกว่า การยกระดับการควบคุมความเสี่ยงภายในบริษัทโดยการบังคับตั้ง “หัวหน้าผู้ตรวจสอบภายใน” หรืออาจเป็น “ทีมผู้ตรวจสอบภายใน” เป็นหลักการดี หากทำข้อสอบในห้องสอบ ก็ต้องได้คะแนน 10 จากเต็ม 10
แต่ถามหน่อยเถอะ ในโลกแห่งความเป็นจริง มันจะสร้าง “ภาระต้นทุน” ให้กับบจ.ทั้งหลายไหม ยิ่งต้องการผู้ตรวจสอบคุณภาพสูงปรี๊ดระดับอินเตอร์และมีประสบการณ์งานเกี่ยวข้องไม่น้อยกว่า 5 ปี มันหากันได้ง่ายดายนักหรือ
ต้องควานหานักบัญชีระดับเทพมาทำงานในบจ.ตั้ง 800 กว่าบริษัทแนะ วิกฤตค่าจ้างนักบัญชีอาจจะไหลลามออกสู่ธุรกิจนอกตลาดหุ้น อันจะก่อเกิดความเดือดร้อนกันไปทั่ว
บริษัทจดทะเบียนขนาดเล็ก-ขนาดกลาง จะประสบปัญหาต้นทุนสูงขึ้นแน่ บริษัทขนาดใหญ่อาจเดือดร้อนน้อยกว่า หากก.ล.ต.มุ่งมั่นเดินหน้าเรื่องผู้ตรวจสอบภายในจริง ก็น่าจะทดลองใช้กับบจ.ใน SET50 ก่อนดีไหม
ดำริของก.ล.ต.ดูเท่และสมบูรณ์แบบทางวิชาการ แต่ต้องแลกกับความเดือดร้อนด้านต้นทุนของบจ.ขนาดเล็กและกลาง ขอบอก!