
WTI ร่วง 0.19 เหรียญ หลังตลาดรับข่าวสหรัฐ-อิหร่าน เดินหน้าหยุดยิง 60 วัน
ราคาน้ำมันดิบ WTI ร่วง 0.19 เหรียญ ลงมาแตะ 76.60 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล หลังตลาดตอบรับความคืบหน้าข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่าน หนุนคาดการณ์อุปทานโลกเพิ่มขึ้น แม้ยังมีแรงพยุงจากความตึงเครียดรัสเซีย-ยูเครน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หน่วยวิเคราะห์สถานการณ์ราคาน้ำมัน บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP รายงานเมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2569 ว่า ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) และเบรนท์ปรับตัวลดลง หลังตลาดน้ำมันรับรู้ปัจจัยบวกจากความคืบหน้าของร่างข้อตกลงชั่วคราวระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน เพื่อยุติความขัดแย้งและเตรียมเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง
สำหรับความเคลื่อนไหวของราคาน้ำมันดิบ ณ วันที่ 18 มิถุนายน 2569 พบว่า ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ปิดที่ระดับ 76.60 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล ลดลง 0.19 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จากวันก่อนหน้า ขณะที่ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ปิดที่ระดับ 79.85 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 0.30 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล สะท้อนมุมมองของตลาดที่ยังคงให้น้ำหนักต่อปัจจัยด้านอุปทานและความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เกิดขึ้นในตลาดพลังงานโลก
ปัจจัยดังกล่าวส่งผลให้ตลาดคาดการณ์ว่าอุปทานน้ำมันดิบโลกมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเร็วกว่าที่ประเมินไว้ก่อนหน้านี้ โดยบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระบุกรอบเวลาการเจรจา 60 วัน และกำหนดให้อิหร่านเปิดเส้นทางขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซกลับสู่ภาวะปกติภายใน 30 วัน
ขณะเดียวกัน Goldman Sachs คาดว่าการส่งออกน้ำมันดิบในอ่าวเปอร์เซียจะกลับเข้าสู่ระดับปกติก่อนเกิดสงครามภายในสิ้นเดือนกรกฎาคม 2569 และกำลังการผลิตจะฟื้นตัวเต็มที่ภายในเดือนตุลาคม 2569
นอกจากนี้ ราคาน้ำมันยังได้รับแรงกดดันจากแนวโน้มความต้องการใช้น้ำมันดิบในเอเชียที่ชะลอตัวลง หลังสถาบันวิจัยของ PetroChina คาดการณ์ว่าปริมาณการใช้น้ำมันดิบของจีนในปี 2569 จะลดลงร้อยละ 4.9 จากปีก่อนหน้า เหลือ 753 ล้านตัน สาเหตุจากผลกระทบของราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับสูงในช่วงที่ผ่านมา รวมถึงการเปลี่ยนผ่านสู่การใช้พลังงานทางเลือกใหม่ที่เพิ่มขึ้นภายในประเทศ
อย่างไรก็ตาม การปรับลดลงของราคาน้ำมันดิบยังถูกจำกัดบางส่วนจากสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างรัสเซียและยูเครนที่ยังคงยืดเยื้อ หลังโดรนของกองทัพยูเครนเปิดปฏิบัติการโจมตีโรงกลั่นน้ำมันในกรุงมอสโกเป็นครั้งที่ 2 ในรอบสัปดาห์ สร้างความกังวลต่อความมั่นคงด้านพลังงานและอุปทานน้ำมันสำเร็จรูปในยุโรป
ทั้งนี้ นักลงทุนยังคงติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางและยุโรปอย่างใกล้ชิด ซึ่งยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่มีอิทธิพลต่อทิศทางราคาน้ำมันในระยะต่อไป

