EPG แรลลี่ยาว! บวกอีก 3% รับอานิสงส์บาทอ่อน ย้ำเป้ายอดขายปีนี้ 1.3-1.5 หมื่นล้าน

EPG แรลลี่ยาว! บวกอีก 3% นิวไฮรอบ 7 เดือน รับอานิสงส์บาทอ่อน หนุนผลงานปีนี้โตเด่น! ย้ำเป้ายอดขายปีนี้ (เม.ย. 65-มี.ค. 66) 1.3-1.5 หมื่นล้านบาท โต 12-15% โบรกแนะซื้อเป้า 14.50 บาท


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้(27 ก.ย.65) ราคาหุ้นบริษัท อีสเทิร์นโพลีเมอร์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ EPG ณ เวลา 10:19 น. อยู่ที่ระดับ 10.60 บาท เพิ่มขึ้น 0.30 บาท หรือ 2.91% โดยทำจุดสูงสุดที่ 10.60 บาท และทำจุดต่ำสุดที่ 10.30 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 50.16 ล้านบาท ราคาหุ้นนิวไฮรอบ 7 เดือน โดยเทียบจากราคาหุ้นยืนที่ระดับ 10.60 บาท เมื่อวันที่ 17ก.พ.65

โดยก่อนหน้านี้รศ.ดร.เฉลียว วิทูรปกรณ์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร EPG เปิดเผยกับ “ข่าวหุ้นธุรกิจ” ว่า บริษัทจะได้ประโยชน์จากอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทที่อ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่อง จากสัดส่วนการส่งออกที่มากถึง 60% นอกจากนี้ บริษัทมีโรงงานที่ตั้งอยู่ในประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อบันทึกกลับมาก็ค่อนข้างได้ประโยชน์สูงจากค่าเงินบาทที่อ่อนค่า

สำหรับผลการดำเนินงานงวดปี 2565/2566 (เม.ย. 65–มี.ค.66) บริษัทมั่นใจว่ายอดขายประมาณ 13,000-15,000 ล้านบาท เติบโตประมาณ 12-15% จากงวดปีก่อนที่มียอดขายประมาณ 11,000 ล้านบาท โดยผลประกอบการจะทยอยดีขึ้นเรื่อย ๆ ตั้งแต่ไตรมาส 2 ปี 2565/2566 (ก.ค.-ก.ย. 65) จากการดำเนินงานของ 3 กลุ่มธุรกิจ ทั้งธุรกิจฉนวนยางกันความร้อน/เย็น ภายใต้แบรนด์ AEROFLEX, ธุรกิจชิ้นส่วนอุปกรณ์และตกแต่งยานยนต์ ภายใต้แบรนด์ AEROKLAS และธุรกิจบรรจุภัณฑ์พลาสติกภายใต้แบรนด์ EPP

ขณะที่แหล่งข่าวจาก EPG เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานในช่วงไตรมาส 2 ปี 65/66 (ก.ค.-ก.ย. 65) ธุรกิจชิ้นส่วนอุปกรณ์และตกแต่งยานยนต์ ภายใต้แบรนด์ Aeroklas จะเป็นดาวเด่น เนื่องจากการผลิตรถยนต์ของค่ายต่าง ๆ เพิ่มขึ้น อย่างค่ายฟอร์ด เอเวอเรสต์ โดยจะมีการรวมงบของ Aeroklas Asia Pacific Group (AAPG) จากออสเตรเลีย รวมถึงธุรกิจฉนวนกันความร้อน/เย็น ภายใต้ Aeroflex ที่มีการเติบโตดี จึงเป็นธุรกิจหลักของ EPG ด้วยมาร์จิ้นที่อยู่ในระดับที่สูง

“โดยในไตรมาสนี้ กลุ่มธุรกิจชิ้นส่วนอุปกรณ์และตกแต่งยานยนต์ น่าจะมีการเติบโตดี จากการออกโปรดักต์ใหม่ ๆ สถานการณ์ในยุโรปที่ปรับตัวดีขึ้น มีการเปิดตัวยานยนต์รุ่นใหม่ ๆ อีกทั้งมีการแก้ปัญหาจากใช้ chip ได้ น่าจะส่งผลดีต่อผลประกอบการในช่วงไตรมาส 2 ได้”

ส่วนธุรกิจบรรจุภัณฑ์พลาสติกภายใต้แบรนด์ EPP คาดว่าจะฟื้นตัวจากไตรมาส 1 ปี 2565/2566 (เม.ย.-มิ.ย. 2565) อย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม ธุรกิจชิ้นส่วนอุปกรณ์และตกแต่งยานยนต์ ภายใต้แบรนด์ Aeroklas มีสัดส่วนมากกว่าครึ่งหนึ่งจากธุรกิจทั้งหมด โดยภาพรวมงวดปี 2565/2566 (เม.ย. 2565-มี.ค. 2566) จะยังมีการเติบโตได้ดีตามเป้าหมาย ที่คาดว่าจะมียอดขายประมาณ 13,000 ล้านบาท จากงวดปีก่อนที่ประมาณ 11,000 ล้านบาท ขณะเดียวกันบริษัทยังมีดีลใหม่ ๆ ที่อยู่ระหว่างการเจรจา โดยมีดีลเข้ามาเสนอกับบริษัทเป็นจำนวนมาก

ด้านกำลังการผลิตในต่างประเทศจะมีเพิ่มขึ้น ส่วนกำลังการผลิตในประเทศยังมีเพียงพอแล้ว นอกจากนี้มีโซลาร์รูฟท็อป ขนาดกำลังการผลิต 18 เมกะวัตต์ (MW) ซึ่งเป็นการผลิตเพื่อใช้เอง คาดว่าจะแล้วเสร็จในเดือน พ.ย.นี้ ช่วยประหยัดค่าไฟฟ้าได้ปีละประมาณ 80-100 ล้านบาท ขณะเดียวกันจะมีการขยายโซลาร์รูฟท็อปเพิ่มในพื้นที่โรงงานอุตสาหกรรม อย่างไรก็ตาม ค่าไฟฟ้าคิดเป็นประมาณ 4-5% ของยอดขายรวม

บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) ประเมินว่า ได้แนะนำ “ซื้อ” EPG ราคาเป้าหมาย 14.50 บาท โดยผลการดำเนินงานของ EPG จะฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งในงวดเดือน ก.ค.-ก.ย. สถานการณ์ขาดแคลน chip กำลังคลี่คลาย สะท้อนจากยอดการผลิตรถกระบะขนาด 1 ตันที่ฟื้นตัวขึ้น ทั้งนี้ บริษัทรวม Tough Dog เข้าในงบรวมทำให้รายได้จากการขายชิ้นส่วนยานยนต์เพิ่มขึ้นถึง 30% จากไตรมาสก่อน และอัตรากำไรขั้นต้น (GPM) เพิ่มขึ้นเป็น 34-35% จากไตรมาสก่อน ในงวดเดือน ก.ค.-ก.ย. คาดว่ายอดขายที่แข็งแกร่งและต้นทุนวัตถุดิบลดลงทำให้รายได้ และ GPM ของธุรกิจฉนวนยางทำสถิติสูงสุดใหม่

ขณะที่ฉนวนยางสามารถเติบโตแม้ช่วงเศรษฐกิจขาลง และราคาน้ำมันสูงขึ้น คาดรายได้งวดเดือน ก.ค.-ก.ย. และ GPM ทำให้สถิติสูงสุด จากยอดขายที่แข็งแกร่งในตลาดสหรัฐฯ และ ญี่ปุ่น ราคาปิโตรเคมีที่ใช้เป็นวัตถุดิบลดลงจากอุปทานเพิ่มขึ้น ส่งผลถึงปี 2566-2567 EPG เริ่มซื้อวัตถุดิบที่มีราคาถูกลง เพราะสต๊อกวัตถุดิบที่มีอยู่ในปัจจุบันได้ถึงเดือน ต.ค. กำลังลดลง คาดว่า GPM ในงวดเดือน ต.ค.-ธ.ค. และ ม.ค.-มี.ค. 2566 ดีขึ้นต่อเนื่อง ต้นทุนปิโตรเคมีคิดเป็น 25% ของต้นทุนการผลิตฉนวนยาง, 35-40% ของชิ้นส่วนยานยนต์, และ 55% ของบรรจุภัณฑ์ ซึ่งคิดเป็น 40% ของต้นทุนรวมของทั้งกลุ่ม คาดต้นทุนปิโตรเคมีที่ลดลงมากกว่าต้นทุนค่าไฟฟ้าที่สูงขึ้น

Back to top button