ด่วน! นายกปลดล็อกไทยส่งออก ”น้ำมันเจ๊ท“ แล้ว

ด่วน! นายกฯ "อนุทิน" เซ็นปลดล็อกคำสั่งห้ามส่งออกน้ำมันเครื่องบิน (Jet A1) เป็นกรณีพิเศษ หลัง สมช. ไฟเขียวข้อเสนอพลังงาน เหตุเวียดนาม-ฟิลิปปินส์อ้าแขนรับซัพพลาย ช่วยระบายสต๊อกล้นระบบ ส่งผลดี 5 หุ้นโรงกลั่นใหญ่ BCP-TOP-SPRC-IRPC-PTTGC ดึงกำลังผลิตกลับมาวิ่งเต็มสปีด


ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้าล่าสุด ต่อกรณีที่กลุ่มผู้ประกอบการโรงกลั่นน้ำมันภายในประเทศ ออกมาเรียกร้องหลังประสบภาวะปริมาณน้ำมันอากาศยานคงคลังพุ่งสูงเข้าใกล้ระดับความจุสูงสุด (Tank Top) จนส่งผลกระทบเชิงโครงสร้างต่อกำลังการผลิตรวม ล่าสุดมีสัญญาณบวกขั้นสูงสุดจากทำเนียบรัฐบาลเข้ามาแก้วิกฤตการณ์ในครั้งนี้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

โดยแหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาลเปิดเผยกับ “ข่าวหุ้นธุรกิจ” ว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ลงนามในหนังสืออนุมัติอย่างเป็นทางการ เพื่อผ่อนปรนเกณฑ์ล็อกดาวน์พลังงานและปลดล็อกข้อจำกัดทางกฎหมาย โดยไฟเขียวให้เดินหน้าการส่งออกน้ำมันอากาศยาน (Jet A1) เป็นกรณีพิเศษให้แก่กลุ่มผู้ประกอบการโรงกลั่นสำเร็จแล้ว ซึ่งขั้นตอนหลังจากนี้อยู่ในระหว่างการส่งแนวทางปฏิบัติไปยังกรมธุรกิจพลังงาน และเตรียมประกาศคำสั่งยกเว้นดังกล่าวในราชกิจจานุเบกษาเพื่อให้มีผลบังคับใช้โดยเร็วที่สุด

แหล่งข่าวระดับสูงจากกระทรวงพลังงานเปิดเผยสอดคล้องกันว่า ท่ามกลางสถานการณ์ที่รัฐบาลประกาศระงับการส่งออกน้ำมันสำเร็จรูปชั่วคราวก่อนหน้านี้ตามคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 2/2569 การขยับนโยบายของนายกรัฐมนตรีในครั้งนี้สอดรับกับมติที่ประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) โดย นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการ สมช. ระบุว่า ที่ประชุมได้รับข้อเสนอจากกระทรวงพลังงาน หลังประเทศเวียดนามและฟิลิปปินส์ได้ยื่นความจำนงขอให้ประเทศไทยช่วยส่งออกน้ำมัน Jet A1 ไปให้ ซึ่งการผ่อนคลายในครั้งนี้จะไม่ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพพลังงานภายในประเทศ เนื่องจากเป็นน้ำมันเครื่องบิน และเป็นทางออกเชิงยุทธศาสตร์ที่จะช่วยลดภาวะสต๊อกส่วนเกินที่กำลังล้นคลังสินค้า (Tank Top) ช่วยให้โรงกลั่นรักษาเสถียรภาพการเดินเครื่องผลิตน้ำมันดีเซลและเบนซินป้อนตลาดไทยได้อย่างต่อเนื่อง

ขณะที่ก่อนหน้านี้ บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) หรือ BLS ระบุว่า การเปิดทางส่งออกน้ำมัน Jet A1 ถือเป็นปัจจัยบวก (Upside) สำคัญต่อหุ้นกลุ่มโรงกลั่นไทยอย่างมาก โดยจะเข้ามาช่วยเคลียร์ปริมาณสินค้าคงคลังส่วนเกิน และหนุนให้โรงกลั่นสามารถกลับมาเดินเครื่องผลิตได้อย่างเต็มประสิทธิภาพมากขึ้น หลังจากในช่วงวันที่ 1-15 พฤษภาคมที่ผ่านมา โรงกลั่นในกลุ่ม ปตท. จำเป็นต้องลดอัตราการใช้กำลังการผลิตลงมาอยู่ที่ระดับ 100% จากเดิม 105% ในเดือนเมษายน เพื่อบริหารจัดการพื้นที่จัดเก็บ

จากการวิเคราะห์สัดส่วนการผลิตน้ำมันอากาศยานของกลุ่มโรงกลั่นไทย พบโครงสร้างที่น่าสนใจดังนี้:
• TOP (ไทยออยล์): มีสัดส่วนสูงสุดที่ 17%
• SPRC: มีสัดส่วนที่ 10%
• BCP (บางจาก): มีสัดส่วนที่ 9%
• IRPC & PTTGC: มีสัดส่วนเท่ากันที่ 7%

บล.บัวหลวง ประเมินสถานการณ์สมมติว่า หากโรงกลั่นสามารถส่งออกน้ำมันอากาศยานส่วนเกินได้ทั้งหมด จะสร้างรายได้และกำไรต่อวันเพิ่มขึ้นให้แต่ละบริษัทอย่างมีนัยสำคัญ นำโดย TOP คาดรายได้เพิ่มขึ้น 269 ล้านบาท และกำไรเพิ่มขึ้นถึง 88 ล้านบาทต่อวัน ตามด้วย BCP รายได้เพิ่ม 121 ล้านบาท กำไรเพิ่ม 40 ล้านบาทต่อวัน, SPRC รายได้เพิ่ม 83 ล้านบาท กำไรเพิ่ม 27 ล้านบาทต่อวัน, IRPC รายได้เพิ่ม 72 ล้านบาท กำไรเพิ่ม 24 ล้านบาทต่อวัน และ PTTGC รายได้เพิ่ม 66 ล้านบาท กำไรเพิ่ม 22 ล้านบาทต่อวัน

สอดคล้องกับทางด้าน นักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KS ที่มองก่อนหน้านี้ว่า มาตรการปลดล็อกนี้จะช่วยลดแรงกดดันต่อหุ้นกลุ่มโรงกลั่นได้ในระดับหนึ่ง โดยให้ TOP เป็นหุ้นเด่นที่สุดที่ได้รับผลประโยชน์สูงสุดจากการปลดล็อกในครั้งนี้ พร้อมคาดการณ์ว่าหลังจากนี้ภาครัฐอาจพิจารณาปลดล็อกการส่งออกน้ำมันดีเซลตามมา เนื่องจากกำลังการผลิตในประเทศสูงเกินความต้องการใช้เช่นเดียวกัน จึงมองเป็นโอกาสในการเข้าลงทุนเก็งกำไรระยะสั้น (Tactical Trading) สำหรับหุ้นกลุ่มโรงกลั่นไทยในรอบนี้

Back to top button