TRC แจงส่วนผู้ถือหุ้นติดลบ 35 ล้าน เดินหน้าลดต้นทุน-เจรจาหนี้ ลุ้นงานใหม่ 260 ล้านบาท

TRC ชี้แจงงบไตรมาส 1/2569 ส่วนผู้ถือหุ้นติดลบ 35 ล้านบาท ชู 5 แนวทางฟื้นฐานะการเงิน เร่งลดต้นทุน เจรจาหนี้ รอลงนามงานใหม่ 260 ล้านบาท พร้อมเตรียมเพิ่มทุนปี 2569-2570 และต่อยอดธุรกิจคัดแยกขยะ-พลังงาน-สิ่งแวดล้อม


บริษัท ทีอาร์ซีคอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TRC ชี้แจงกรณีงบการเงินไตรมาส 1/2569 สิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2569 ปรากฏส่วนของผู้ถือหุ้นมีค่าน้อยกว่าศูนย์ ตามข้อซักถามของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยบริษัทมีผลขาดทุนสุทธิ 52.38 ล้านบาท และมีส่วนของผู้ถือหุ้นติดลบ 35.30 ล้านบาท จากเดิมที่มีส่วนของผู้ถือหุ้นเป็นบวก 15.46 ล้านบาท ภายหลังการเพิ่มทุนให้แก่บุคคลในวงจำกัดจำนวน 79.20 ล้านบาท ตามที่บริษัทฯได้รายงานข่าว เมื่อ 2 มีนาคม 2569 น้ัน บริษัทฯ ขอเรียนชี้แจงสาเหตุและแนวทางแกไขเพื่อให้ส่วนของผู้ถือหุ้นมีค่ามากกว่าศูนย์ดังต่อไปนี้

สาเหตุที่ส่วนของผู้ถือหุ้ยมีค่าน้อยกว่าศูนย์สำหรับงบการเงินไตรมาสที่ 1 ปี 2569 ภายหลังจากการเพิ่มทุน

1.เนื่องด้วยบริษัทฯ และบริษัทย่อย มีผลการดำเนินงานประจ าปี 2568 สิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2568 ขาดทุนสุทธิ 280.41 ล้านบาท และมีส่วนของผู้ถือหุ้นติดลบ 63.74 ล้านบาท ในช่วงกุมภาพันธ์ 2569 บริษัทฯดำเนินการตามแนวทางแก้ไข ฐานะการเงินโดยการเพิ่มทุนของบริษัทฯตามที่ได้รับอนุมัติจากมติที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นคร้ังที่ 1/2569 เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2569 แต่เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจภายในประเทศถดถอย รวมถึงการชะลอตัวของอุตสาหกรรม ก่อสร้าง ส่งผลให้การเพิ่มทุนของบริษัทฯได้รับเงินทุน จำนวน 79.20 ล้านบาท ซึ่งทำให้ส่วนของผู้ถือหุ้นเป็นบวกเพียง 15.46 ล้านบาท และในไตรมาสที่ 1 ปี 2569 บริษัทฯ มีรายได้ลดลง โดยบริษัทฯ มีรายได้จากการให้บริการก่อสร้างและอื่นๆ เท่ากับ 119.19 ล้านบาท ขณะที่ไตรมาสเดียวกันของปี ก่อนอยู่ที่ 241.37ล้านบาท ลดลงจำนวน 122.18 ล้านบาท หรือคิดเป็นอัตราลดลงร้อยละ 50.62 โดยมีสาเหตุมาจากการลดลงของปริมาณงานก่อสร้าง เนื่องจากบริษัทฯ ทยอยส่งมอบโครงการก่อสร้างแล้ว เสร็จตามกำหนดการในปี ก่อนแล้ว

2.การเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายในการบริหาร ในไตรมาสที่ 1 ปี 2569 บริษัทฯมีค่าใช้จ่ายในการบริหาร เท่ากับ 53.16ล้านบาท ขณะที่ไตรมาสเดียวกันของปี ก่อนอยู่ที่ 42.12 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจำนวน 11.04 ล้านบาท คิดเป็นอัตราเพิ่มขึ้นร้อยละ 26.21 โดยในไตรมาสนี้บริษัทฯมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นจากค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานปกติได้แก่ ค่าใช้จ่ายจากการชดเชยการเลิกจ้าง ให้กับพนักงาน เนื่องจากแผนการปรับโครงสร้างองค์กรและการปรับอัตรากำลังพลของบริษัทฯเพื่อให้สอดรับกับสภาพ เศรษฐกิจที่ชะลอตวัในปัจจุบนั และเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการแข่งขนทางธุรกิจซึ่งค่าใช้จ่ายดังกล่าว บริษัทฯได้มีการประเมินไว้ในแผนการปรับอัตรากำลังพลประจำปี 2569 เป็นไปตามมาตรการลดต้นทุนที่บริษัทฯดำเนินการต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2567

แนวทางการแก้ไขเพื่อให้ส่วนของผู้ถือหุ้นมีค่ามากกว่าศูนย์

1.บริษัทฯ เร่งรัดการดำเนินงานใครงการก่อสร้างที่อยู่ในมือให้แล้วเสร็จตามกำหนด เพื่อรับรู้รายได้ตามแผมงานโครงการและสร้างกระแสเงินสดให้แก่บริษัทฯ เพื่อหลีกเลี่ยงค่าปรับจากการส่งมอบงานล่าช้า

2.บริษัทฯ ดำเนินการมาตรการลดสั้นทุนการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องตั้งแต้ปี 2567 อาทิ การปรับโครงสร้างองค์กร การปรับอัตรากำลังพล การจัดโครงสร้างการบริหารงานให้กระชับมากขึ้น การควบคุมต้นทุนอย่างเข้มงวด และการลดค่าใช้จ่ายที่ต่างๆ โดยปัจจุบันบริษัทฯ อยู่ระหว่างการเจรจาปรับโครงสร้างหนี้กับเข้าหนี้การค้าของกลุ่มบริษัทฯ เพื่อกำหมดเงื่อนไขการชำระหนี้ใหม่กับเจ้าหนี้การค้าแต่ละราย อีกทั้งบริษัทฯ มีแผนการชำระคืนเงินกู้ที่มีดอดเบี้ยสูง เพื่อลลดภาระค่าใช้จ่ายทางเงินให้น้อยลง ซึ่งเหล่านี้สะท้อนถึงความพยายามในการบริหารจัดการตันทุนในการดำเนินงานให้มีประสิทธิภาพ

3.บริษัทฯ เร่งรัดเข้าประมูลงานก่อสร้าง(Turnkey Construction) ที่บริษัทฯ มีความเชี่ยวชาญ และขยายโอกาสเข้าประมูลโครงการไปยังกลุ่มธุรกิจใหม่ ที่เกี่ยวเนื่องกับการให้บริการงานก่อสร้าง อาทิ การให้บริการงานวิศวิศวกรรม (Engineering) การบริหารจัดการโครงการและงานซ่อมาบำบำรุง (Project Management and Maintenance) และการให้บริการงานเชื่อมประกอบ(Fabrication Workshop) เพื่อสร้างรายได้จากงานก่อสร้างอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันบริษัทฯ มีโครงการก่อสร้างที่อยู่ระหว่างการอลงนามสัญญาจำนวน 4 โครงการ รวมมูลค่า 260 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะลงนามสัญญาได้ภายในใตรมาส 2 ปี 2569

4.บริษัทฯมีแผมการเพิ่มทุนภายในปี 2569 – 2570 เพื่อเสริมสภาพคล่องทางการเงินและรองรับแผนการดำเนินธุรกิจและการลงทุนในระยะยาว ปัจจุบันบริษัทฯ อยู่ระหว่ามจรจากับนักลงทุนที่สนใจ หากมีความชัดเจนในแผนการเพิ่มทุน บริษัทฯ จะเรียนแจ้งให้ทราบต่อไป

5.บริษัทฯ ได้ขยายการลงทุนในธุรกิจใหม่ที่มีที่มีศักยภาพและมีแนวไน้มเติบโตในระยะยาว โดยมุ่งเน้นการขยายโอกาสธุรกิจไปยังในกลุ่มธุรกิจอื่น อาทิ การลงทุนในธุรกิจเหมืองแร่ ธุรกิจพลังงานและระบบสาธาธารณูปโภค ธุรกิจ Smart IoT Ecosystem ธุรกิจการบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อมและการจัดการคัดแยกขยะ เป็นต้นในปี 2568 บริษัทฯ ได้เข้าไปลงทุนในบริษัท พีเอส เอ็นจิเน็งริ่ง คอนซัลแตนท์ จำกัด (“PSEC”) ซึ่งประกอบธุรกิจเกี่ยวกับการบริหารจัดการคัดแยกขยะมูลฝ่อย โดย PSEC ได้ร่วมกับพันธมิตรรับงานสัมปทานบ่อขยะแหล่งใหม่ที่จังหวัดเลย ซึ่งมีปริมาณขยะที่ 260 ตันต่อวัน ระยะเวลาสัมปทาน 10 ปี มูลค่า 160 ล้านบาท ปัจจุบันอยู่ระหว่างการก่อสร้างโรงคัดแยกขยะ คาดว่าโครงการสามารถดำเนินการเชิงพาณิชย์ใต้ภายในไตรมาส 4 ปี 2569 ซึ่งจะเป็นการสร้ายได้ในระยะยาวให้กับ PSEC และเป็นผลคือการลงทุนของบริษัทฯในระยะยาว

Back to top button