PR9 บวก 3% ลุ้นรายได้ปี 66 โตเกิน 10% รับผู้ป่วยต่างชาติพุ่ง

PR9 บวก 3% ลุ้นปี 66 รายได้โตเกิน 10% รับอานิสงส์ผู้ป่วยต่างชาติพุ่ง 20% พร้อมทุ่มงบลงทุน 500 ล้านบาท เพิ่มอุปกรณ์ทางการแพทย์ และขยายแผนกบริการเฉพาะทาง ด้านโบรกแนะนำ “ซื้อ” ที่ราคาเป้าหมาย 23.50 บาท


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (9 ม.ค. 66)  ราคาหุ้น บริษัท โรงพยาบาลพระรามเก้า จำกัด (มหาชน) หรือ PR9 ณ เวลา 15:55 น. อยู่ที่ระดับ 19.60 บาท  บวก 0.50 บาท หรือเพิ่มขึ้น 2.62% สูงสุดที่ระดับ 19.70 บาท ต่ำสุดที่ระดับ 19.00 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 72.54 ล้านบาท

สำหรับราคาหุ้นที่ปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง นายธีรพันธ์ ดิษยบุตร รองกรรมการผู้อำนวยการฝ่ายบัญชีและการเงิน บริษัท โรงพยาบาลพระรามเก้า จำกัด (มหาชน) หรือ PR9 เปิดเผยว่า ในปี 2566 บริษัทตั้งเป้าหมายจะมีรายได้จากการให้บริการทางการแพทย์เติบโตเป็นตัวเลข 2 หลัก (Double-Digit) สอดคล้องกับกลุ่มผู้ป่วยนอก (OPD) และผู้ป่วยใน (IPD) ที่ยังคงหนาแน่น ตามฐานผู้ป่วยโดยรวมที่ใหญ่ขึ้น โดยเฉพาะผู้ป่วยชาวไทยที่เพิ่มขึ้นในช่วงเกิดโควิด-19

ทั้งนี้ประเมินว่ารายได้การให้บริการทางการแพทย์ฐานผู้ป่วยชาวต่างชาติจะปรับตัวสูงขึ้นแตะระดับ 20% ของรายได้รวม (อ้างอิงฐานรายได้ที่ใหญ่ขึ้น) จากปี 2565 ที่มีสัดส่วนผู้ป่วยต่างชาติ 18% เนื่องจากชาวต่างชาติที่พำนักในไทย (Expat) หลากหลายเชื้อชาติใช้บริการค่อนข้างมาก และกลุ่ม Expat ชาวจีนมีการรักษาโรคยากมากขึ้น จากเดิมรักษาโรคทั่วไป

สำหรับงบลงทุนในปี 2566 บริษัทวางไว้ประมาณ 500 ล้านบาท เพื่อใช้ในการขยายธุรกิจทั่วไป เช่น อุปกรณ์ทางการแพทย์ และการขยายแผนกบริการเฉพาะทาง เป็นต้น รวมไปถึงการปรับปรุงพื้นที่อาคาร A ชั้น 2 เพื่อรองรับผู้ป่วยนอกทั่วไป และปรับปรุงชั้น 1 เพื่อรองรับเฉพาะผู้ป่วยชาวต่างชาติ “International Center” ซึ่งกำหนดเปิดบริการกลางปี 2566

ขณะที่กรณีจีนเปิดประเทศ บริษัทมองว่าจะต้องประเมินสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ระลอกใหม่หลังจากชาวจีนเดินทางเข้ามาในประเทศไทยก่อน แต่ PR9 พร้อมให้บริการปกติ และผู้ติดเชื้อน่าจะอาการไม่รุนแรง แต่ไม่มุ่งเน้นผู้ป่วยโควิด-19 มากจนเกินไป และจะส่งผลดีต่อแผนกผู้ป่วยมีบุตรยาก (IVF) ให้สูงขึ้นต่อเนื่อง

ปัจจุบันสัดส่วนผู้ป่วยโควิด-19 คิดเป็นเพียง 5% ของรายได้รวม ซึ่งไม่ได้มีผลต่อฐานรายได้แล้ว อีกทั้งที่ผ่านมาบริษัทยังมุ่งเน้นกลุ่มผู้ป่วยชาวต่างชาติมากขึ้น โดยเฉพาะประเทศเพื่อนบ้าน เช่น เมียนมา และสปป.ลาว ซึ่งในอนาคตอันใกล้มีแผนขยายบริการ (ศูนย์ส่งต่อผู้ป่วย) เข้าไปในสปป.ลาว อีกด้วย

ส่วนผลการดำเนินงานในไตรมาส 4/2565 คาดว่ารายได้การให้บริการทางการแพทย์จะเติบโตได้ดีกว่าไตรมาส 3/2565 และจะเติบโตค่อนข้างดีมากเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2564 เนื่องจากเป็นช่วงไฮซีซั่นของธุรกิจ ทำให้กลุ่มผู้ป่วยทั่วไปขยายตัวได้ดี โดยผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยในยังแน่น ทั้งชาวไทย และชาวต่างชาติ

ดังนั้น มั่นใจว่าภาพรวมผลการดำเนินงานทั้งปี 2565 จะเป็นไปตามแผนงานที่วางไว้ โดยจะมีรายได้เติบโตมากกว่า 20% จากปีก่อนที่มีรายได้รวม 3,030.18 ล้านบาท ซึ่งในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2565 มีรายได้รวมแล้ว 3,038.97 ล้านบาท ขณะที่กำไรสุทธิ 9 เดือนแรกของปี 2565 อยู่ที่ 428.86 ล้านบาท ซึ่งสูงกว่าทั้งปี 2565 ที่มีกำไรสุทธิ 249.17 ล้านบาท ซึ่งเป็นไปตามการขยายตัวของฐานผู้ป่วย และแผนกรักษา หรือบริการตึกใหม่ได้การตอบรับที่ดีมากจากผู้บริโภคในทุกแผนก ขณะที่สัดส่วนรายได้ผู้ป่วยต่างชาติจะอยู่ที่ระดับ 18% (ฐานที่ใหญ่ขึ้น) สูงกว่าช่วงก่อนเกิดโควิด-19 ที่อยู่ 15%

Back to top button