
BH-BDMS-PR9 ทำไมฝรั่งทิ้ง
หากย้อนกลับไปในช่วงก่อนโควิด และหลังโควิดเล็กน้อย หุ้นกลุ่มโรงพยาบาล (รพ.ที่เคยถูกจัดเป็น “พระเอก” ของตลาดหุ้นไทยกันเลยล่ะ
หากย้อนกลับไปในช่วงก่อนโควิด และหลังโควิดเล็กน้อย หุ้นกลุ่มโรงพยาบาล (รพ.ที่เคยถูกจัดเป็น “พระเอก” ของตลาดหุ้นไทยกันเลยล่ะ
ทั้งคนเข้ามาใช้บริการ ดันกำไรเติบโต เงินสดไหลเข้า และอีกสารพัดปัจจัยบวก
ในด้านนักวิเคราะห์เองต่างแห่กันอัพราคาเป้าหมายกันสนุกสนาน แนะนำ “ซื้อ” แบบว่า ต้องมีหุ้นกลุ่ม รพ.ติดไว้ในพอร์ต
เหตุผลเพราะถูกมองเป็น “หุ้นปลอดภัย” จากยอดรายได้เติบโต
ขนาดเทรดกันระดับ P/E 40-50 เท่า ยังแย่งกันซื้อฝุ่นตลบ แบบไม่มีใครบ่นว่าแพง เพราะขณะนั้น ต่างมองกันว่า เรื่องของ “สุขภาพ” คือ “เมกะเทรนด์”
ทว่าเมื่อเวลาผ่านไป และผ่านมาจนถึงปัจจุบัน
สิ่งที่ตลาดเคยให้ “พรีเมียม” สูงมาก กับหุ้นรพ. กลับกลายมาสู่การตั้งคำถามตลอดช่วงปี 2568 และมาถึงปี 2569 อย่างมากมาย หลังราคาหุ้นหลัก ๆ ทั้ง BH BDMS PR9 และ BCH รูดลงมาต่อเนื่อง
ราคาหุ้นที่วูบลงมาอย่างที่เราเห็นกันขณะนี้ ไม่ใช่มาจากธุรกิจของพวกเขาแย่นะ
แต่มาจาก “ความคาดหวัง” ได้เปลี่ยนไปครับ
ในช่วงที่เกิดสถานการณ์โควิด ต้องยอมรับกันนะครับว่า กำไรของหุ้นกลุ่ม รพ.นั้น เติบโตสูงผิดธรรมชาติ ทั้งจากการตรวจโควิค การฉีดวัคซีน และที่สำคัญคือ Medical Tourism ฟื้นแรงมากหลังเปิดประเทศ
และเมื่อรายได้พิเศษทั้งหมดที่ว่านี้หายไป
นั่นทำให้กำไรก็เริ่มกลับสู่ปกติ
แต่ประเด็นของปัญหา ตลาดหุ้นไม่ค่อยชอบกับคำว่า “กลับสู่ปกติ”
เพราะจากที่เคยมีรายได้เติบโตสูงมาก กลับมาเติบโตด้วยตัวเลขจำนวนหลักเดียวหรือกว่า 10 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น
และเมื่อการเติบโตที่ไม่โตเหมือนที่เคยรับรู้กัน ผลที่ตามมาคือ การปรับมุมมอง ลดการทบทวน ทำให้หุ้นที่เคยซื้อขายบน “ความคาดหวังสูง” กลับเข้าสู่ความเป็นจริง
หุ้นกลุ่มรพ. ยังมีแรงกดดันจากนักลงทุนต่างชาติหรือฟันด์โฟลว์ด้วยครับ
เพราะก่อนหน้านี้หุ้นรพ. นั้น ทางฟันด์โฟลว์มองว่าเป็นกลุ่ม Defensive Play โดยเฉพาะ BH กับ BDMS ที่นักลงทุนต่างชาติต้องมีติดไว้ในพอร์ต
แต่เมื่อดอกเบี้ยเริ่มเข้าสู่ขาขึ้น บอนด์ยีลด์กลับมาดีดตัว ทำให้เงินลงทุนเริ่มไหลกลับไปหาพันธบัตรสหรัฐฯ รวมถึงหุ้นในกลุ่มเทคโนโลยี หรือตลาดหุ้นในประเทศโตเร็วกว่าไทย
เมื่อนักลงทุนต่างชาติปรับพอร์ต
หุ้นกลุ่มรพ. จึงถูกเทขายออกมาเป็นกลุ่มแรก ๆ
การขายที่ว่านี้ไม่ใช่เพราะพื้นฐานมีปัญหา แต่มาจากเป็นหุ้นที่มีสภาพคล่องสูง ขาย (ออก) ง่าย
หรือเข้าหลักการที่ว่า หุ้นดีมักจะถูกขายออกมาก่อน เพราะมีคนรับซื้อเสมอ
หุ้นกลุ่มรพ. ยังเผชิญกับปัญหาเศรษฐกิจเติบโตต่ำ กำลังการใช้จ่ายลดลง ทำให้การรักษาบางประเภทที่ไม่เร่งด่วนไม่ได้เป็นเหมือนก่อน และยังมีเรื่อง Co-paymen เข้ามากดดันเพิ่มอีก
เมื่อมาดูหุ้นกันเป็นรายตัว อย่าง BH
BH ยังเป็นหุ้น รพ.โรงพยาบาลที่ “คุณภาพดีที่สุด” กลุ่มลูกค้าต่างชาติมีสัดส่วนค่อนข้างมาก
เมื่อพูดถึง Medical Tourism นั้น ชื่อของ BH มักขึ้นมาก่อนเป็นลำดับแรก
ประเด็ญของปัญหาคือ ตลาดรู้เรื่องนี้แล้ว ปัจจัยเชิงบวกถูกสะท้อนในราคาไปเยอะมากตั้งแต่อดีต และแม้ว่า ราคาหุ้นจะปรับลงมาแต่ในด้าน “มูลค่า” ยังไม่ถือว่าถูก
อีกเรื่องคือฐานกำไรที่สูงมากในอดีต ทำให้การโตต่อจากนี้ยากขึ้น
BDMS นั้นต่างออกไปจาก BH ครับ มีโรงพยาบาลเครือข่ายมากสุด กระแสเงินสดดี กำไรสม่ำเสมอ
กลุ่มผู้เข้ามาใช้บริการ มีทั้งคนไทย ต่างชาติ ลูกค้าประกัน Wellness ทุกอย่างครบมีครบเลยล่ะ
ส่วนปัญหาคือ แม้กำไรเติบโต แต่ไม่ Exciting เหมือนยุค Reopening
แต่หากดอกเบี้ยในตลาดการเงินโลกเริ่มเป็นขาลง ฟันด์โฟลว์กลับเข้า Emerging Market อย่างจริงจัง เชื่อว่า หุ้น BDMS จะเป็นหนึ่งในหุ้นที่ต่างชาติกลับมาซื้อก่อน
ส่วน PR9 เป็นหุ้นรพ. ขนาดเล็กกว่า BH และ BDMS
จุดน่าสนใจที่ผ่านมาคือเติบโตเร็ว โดยเฉพาะเพราะผู้ป่วยจากตะวันออกกลางดันรายได้พุ่งขึ้น โดยเฉพาะจากศูนย์เฉพาะทางแข็งแรงทั้งด้านหัวใจ และไต
ในด้าน Margin ดีขึ้นต่อเนื่อง PR9 จึงถูกมองเป็น Growth hospital
แต่หุ้นอย่าง PR9 มีข้อเสียตรงความผันผวน จากเวลาตลาดกลัว มักโดนขายแรงกว่าหุ้นใหญ่ รวมถึงสภาพคล่องหุ้นที่ไม่สูงมาก
แต่หากกำไรยังโตระดับ Double Digit ได้ต่อ
เชื่อว่า PR9 มีโอกาสถูก Re-rating ได้แรงเช่นกัน
