ICHI ร่วง 7% สวนโบรกแนะซื้อเป้า 19 บ. ชี้กำไร Q3 แตะ 273 ล้าน ทำนิวไฮรอบ 8 ปี

ICHI ร่วง 7% สวนโบรกแนะซื้อเป้า 19 บาท ชี้กำไรไตรมาส 3/66 แตะ 273 ล้านบาท ทำนิวไฮรอบ 8 ปี พร้อมลุ้นไตรมาส 4/66 โตต่อเนื่อง


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (10 ต.ค. 66) ราคาหุ้น บริษัท อิชิตัน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ ICHI ล่าสุด ณ เวลา 15:47 น. อยู่ที่ระดับ 16.10 บาท ลบ 1.30 บาท หรือ 7.47% สูงสุดที่ระดับ 17.60 บาท ต่ำสุดที่ระดับ 15.60 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 40.86 ล้านบาท

ด้าน บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) ระบุว่า โดยคาดกำไรสุทธิไตรมาส 3/66 จะแตะระดับสูงสุดในรอบ 8 ปี คาดว่ากำไรสุทธิไตรมาส 3/66 ของ ICHI จะแตะระดับสูงสุดในรอบ 8 ปี อยู่ที่ 273 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.6% จากไตรมาสก่อน, และเพิ่มขึ้น 42% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวของปีก่อน

สวนแนวโน้มตามฤดูกาลโดยมีเหตุผลสำคัญประกอบด้วย 1) ไตรมาส 3/66 เป็นฤดูฝนแต่มีสภาพอากาศร้อนกว่าปกติ 2) พฤติกรรมที่เปลี่ยนไปของผู้บริโภค 3) อัตราการใช้กาลังการผลิตที่คาดว่าจะอยู่ในระดับสูงถึง 73% เพิ่มขึ้นจาก 71% ในไตรมาส 2/66 และ 4) ต้นทุนบรรจุภัณฑ์ที่ทรงตัว ปัจจัยบวกทั้งหมดน่าจะช่วยชดเชยรายได้จาก Tansansu และธุรกิจรับจ้างผลิตที่ต่ำกว่าคาด

ขณะเดียวกันในรายละเอียดฝ่ายวิจัยคาดว่ารายได้ในไตรมาส 3/66 จะอยู่ที่ 2.06 พันล้านบาท (เพิ่มขึ้น 2% จากไตรมาสก่อน และเพิ่มขึ้น 24% เมื่อเทียบกับช่วงปีก่อน) สูงสุดที่ในรอบ 10 ปีจากผลิตภัณฑ์ชาเชียวพร้อมดื่มในปัจจุบันโดยมีน้ำผึ้งมะนาวเป็นรสชาติที่ขายดีที่สุด นอกจากนี้ชาเขียวรสดั้งเดิมขนาด 500 มล. ยังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นในปีนี้ซึ่งทาให้เราคิดว่าพฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนไป คาดว่าสัดส่วนค่าใช้จ่ายการขายและบริหารต่อยอดขายจะลดลงเล็กน้อยเหลือ 7.2% ในไตรมาส 3/66 จาก 7.8% ในไตรมาส 2/66

นอกจากนี้ส่วนแบ่งกำไรของกิจการร่วมค้าในอินโดนีเซียยังน่าจะฟื้นตัวเป็น 5 ล้านบาท (เทียบกับ 1 ล้านบาท ในไตรมาส 2/66) แต่ยังต่ำกว่าที่เคยให้ส่วนแบ่งกำไร 21 ล้านบาท ในไตรมาส 3/65 อยู่มาก หมายเหตุกิจการร่วมค้าดังกล่าวกาลังปรับกลยุทธ์ทางการตลาดในตลาดอินโดนีเซีย

ขณะเดียวกันฝ่ายวิจัยมีมุมมองเชิงบวกเกี่ยวกับพฤติกรรมของลูกค้าที่เปลี่ยนไปซึ่งน่าจะช่วยหนุนรายได้จากการขายชาเชียวพร้อมดื่มได้อย่างต่อเนื่องในไตรมาส 4/66 จนถึงปี 2567 โดยคิดว่ารายได้ดังกล่าวอาจช่วยชดเชยรายได้จาก Tansansu และธุรกิจรับจ้างผลิตที่พลาดเป้าได้ ด้วยเหตุดังกล่าวจึงปรับเพิ่มประมาณการกำไรสุทธิปี 2566-2567 ขึ้น 22.7% และ 19.6% เป็นโต 55.7% เมื่อเทียบกับช่วงปีก่อน และ 7.3% เมื่อเทียบกับช่วงปีก่อน ตามลำดับในขณะที่ ICHI วางแผนจ้างผลิต 6% ของตัวเลขการผลิตในไตรมาส 1/67 เนื่องจากกาลังการผลิตเต็มอยู่ใน

ปัจจุบัน บริษัทฯ วางแผนเพิ่มกาลังการผลิต 13% เป็น 1,700 ล้านขวดภายในไตรมาส 4/67 ในภาพรวมคาดว่ากำไรสุทธิจะโตเมื่อเทียบกับช่วงปีก่อน ในอีก 3 ไตรมาสข้างหน้าไตรมาส 3/66- ถึงไตรมาส 1/67 เป็นอย่างน้อย

ดังนั้นปรับใช้ราคาเป้าหมายปี 2567 ที่ 19 บาท ปัจจุบันประเมินมูลค่า ICHI ไว้ที่ 23 เท่า ของค่า P/E ปี 67 ใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ย 5 ปี เทียบกับ 25 เท่า ของค่า P/E ก่อนหน้า (1.0SD เหนือค่าเฉลี่ย 5 ปี) ราคาเป้าหมายใหม่มี Upside 18.8% เพราะฉะนั้นจึงปรับเพิ่มคำแนะนำเป็น “ซื้อ” จากถือ

บริษัทหลักทรัพย์  หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด แนะนำรอจังหวะเข้า “เก็งกำไร” ในช่วงที่ราคาหุ้นย่อตัว ให้ราคาเหมาะสมสิ้นปี 2566 ที่ 17 บาทต่อหุ้น  ราคาหุ้นปัจจุบันซื้อขายบนอัตราส่วนราคาต่อกำไรสุทธิต่อหุ้น (P/E ratio) ปี 2566-2567 ที่ 24.4 เท่า และ 22.9 เท่า และยังมี Upside จากโอกาสในการปรับประมาณการกำไรขึ้นอีก และยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตที่ราว 25 เท่า

ขณะที่ฝ่ายวิเคราะห์คาดอัตราการใช้กำลังการผลิต (U-rate) ในไตรมาส 3/2566 จะเพิ่มขึ้นเป็น 73% จาก 71% ในไตรมาส 2/2566 สะท้อนปริมาณคำสั่งซื้อที่อยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าหลักอย่างชาเขียวพร้อมดื่ม เนื่องจากได้ประเมินว่าด้วยอัตราการใช้กำลังการผลิตที่เริ่มจำกัดทำให้บริษัทไม่สามารถผลิตส่งสินค้าบางส่วนให้กับลูกค้าได้ทันในไตรมาส 2/2566 ทำให้ระดับสินค้าคงคลังของร้านค้าอยู่ในระดับที่น้อยกว่าปกติ หนุนคำสั่งซื้อกลุ่มสินค้าหลักให้ยังอยู่ในระดับสูงต่อในไตรมาส 3/2566 ซึ่งช่วยชดเชยยอดขาย Tansansu และ OEM ที่ต่ำกว่าเป้าหมายของบริษัทได้

ดังนั้น จึงประเมินว่ารายได้ของ ICHI ในไตรมาส 3/2566 จะอยู่ที่ 2,097 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.3% จากไตรมาสก่อน และเพิ่มขึ้น 26% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ราคาต้นทุนไม่ได้เปลี่ยนแปลงจากไตรมาสก่อนอย่างมีนัยสำคัญ แต่อาจมีผลกระทบจากการจ้างบุคคลภายนอกผลิตสินค้าให้มากขึ้น ทำให้อัตรากำไรขั้นต้น คาดชะลอลงเล็กน้อยเป็น 22.7% จาก 23% ในไตรมาส 2/2566

นอกจากนี้ ในส่วนของส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วมในอินโดนีเซียจะเริ่มรับรู้ผลของการปรับปรุงการดำเนินงาน ทำให้คาดจะรับรู้ส่วนแบ่งกำไรเพิ่มขึ้นเป็น 4 ล้านบาท จาก 1 ล้านบาทในไตรมาส 2/2566 โดยคาดกำไรปกติในไตรมาส 3/2566 ของ ICHI อยู่ที่ 273 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.5% จากไตรมาสก่อน และเพิ่มขึ้น 42.4% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเติบโตสวนทางปัจจัยฤดูกาลที่เป็นโลว์ซีซั่น ขณะที่แนวโน้มไตรมาส 4/2566 อาจดีต่อเนื่อง และทำระดับสูงสุดของปี โดยฝ่ายวิเคราะห์ประเมินแนวโน้มไตรมาส 4/2566 มีโอกาสเติบโตขึ้นจากไตรมาสก่อน และเติบโตจากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากแนวโน้มการเติบโตของตลาดชาเขียวพร้อมดื่มที่ยังมีทิศทางที่ดี และสภาพอากาศที่ร้อนขึ้นกว่าปกติช่วยหนุนการบริโภคเครื่องดื่ม

ทั้งนี้ มองว่า ICHI จะเป็นหนึ่งในบริษัทที่ได้ประโยชน์โดยตรงจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่ ซึ่งจะทำให้ประมาณการกำไรปกติปี 2566 และปี 2567 มี Upside และมีโอกาสสูงที่จะปรับประมาณการกำไรและราคาเป้าหมายขึ้นในลำดับถัดไป อย่างไรก็ตามฝ่ายวิเคราะห์ได้ประเมินว่ากำลังการผลิตในปัจจุบันที่ถูกใช้เต็มประสิทธิภาพกำลังการผลิตแล้วอาจเป็นข้อจำกัดต่อภาพการเติบโตในปี 2567 เพราะแผนลงทุนขยายเครื่องจักรใหม่ (เพิ่มขึ้น 13.3% จากกำลังการผลิตเดิม) จะติดตั้งแล้วเสร็จในไตรมาส 4/2567 ทำให้ระหว่างรอกำลังการผลิตใหม่บริษัทจะต้องพึ่งพาการจ้างบุคคลภายนอกผลิต ซึ่งอาจเป็นความเสี่ยงที่กระทบต่ออัตรากำไรขั้นต้น และการเติบโตของกำไรในปี 2567 ให้อยู่ในระดับที่ต่ำกว่าที่ควรจะเป็น

Back to top button