THAI ดีดบวก 2% รับเข้า FTSE SET Large-Cap พ่วงโหวตบอร์ดใหม่วันนี้

THAI ดีดบวกกว่า 2% รับเข้า FTSE SET Large-Cap มีผลราคาปิดวันนี้ พร้อมจับตาการประชุมผู้ถือหุ้นวันนี้โหวตเพิ่มบอร์ดใหม่จาก 11 คน เป็น 15 คน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการกำกับดูแลและรองรับทิศทางธุรกิจใหม่หลังออกจากแผนฟื้นฟูกิจการ


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้(19 ธ.ค.68) บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) หรือ THAI ณ เวลา 14.42 น. อยู่ที่ระดับ 8.90 บาท บวก 0.20 บาท หรือ 2.30% ราคาสูงสุด 8.90 บาท บวก 0.20 บาท หรือ 2.30% ด้วยมูลค่าซื้อขาย 119.44 ล้านบาท

บล.ดาโอ ระบุในบทวิเคราะห์วันนี้(19 ธ.ค.68) ว่า FTSE ใช้ราคาปิดวันนี้ สำหรับการ Rebalance ใน FTSE SET Index Series Semi-Annual Review โดยนำหุ้น THAI เข้าคำนวณ FTSE SET Large-Cap Index และดึง AWC  ไปไว้ที่ FTSE SET Mid-Cap Index โดยประเมินว่า ในวันนี้นอกจากจะได้เห็นหุ้นเข้า-ออก ในแต่ละ class ของ FTSE จะเคลื่อนไหวมากกว่าปกติ แต่อาจทำให้ปริมาณการซื้อขายหุ้นขนาดใหญ่ ที่อิง FTSE SET Index ขยับตัวตามไปด้วย

วันนี้ (19 ธ.ค. 2568) THAI แจ้งตลาดหลักทรัพย์ฯ ยืนยันการจัดให้มีการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2568 แม้ว่าจะมีผู้แสดงการคัดค้านก่อนหน้านี้ โดยการประชุมครั้งนี้ บริษัทจะเสนอวาระสำ คัญ ได้แก่ การเพิ่มจำนวนกรรมการบริษัทจาก 11 คน เป็น 15 คน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการกำกับดูแลและรองรับทิศทางธุรกิจใหม่หลังออกจากแผนฟื้นฟูกิจการ

สำหรับรายชื่อกรรมการที่ได้รับการเสนอแต่งตั้งใหม่และกรรมการที่ครบวาระ รวมทั้งสิ้น 11 รายชื่อ ประกอบด้วย 1.นางชาริตา ลีลายุทธ 2.นางชนัญญารักษ์ เพ็ชร์รัตน์ (กรรมการอิสระ) 3.นายญนน์ โภคทรัพย์ (กรรมการอิสระ) 4.นายพลากร หวั่งหลี (กรรมการอิสระ) 5.นายรพี สุจริตกุล 6.นายวัชรา ตันตริยานนท์ 7.ดร.วิรไท สันติประภพ 8.นายชาย เอี่ยมศิริ (เสนอให้ดำรงตำแหน่งต่อ) 9.พล.อ.อ. อำนาจ จีระมณีมัย (เสนอให้ดำรงตำแหน่งต่อ)  10.นายชาญศิลป์ ตรีนุชกร เสนอชื่อโดยธนาคารกรุงเทพ และ 11.ผศ.ดร.ประชา คุณธรรมดี เสนอชื่อโดยสหกรณ์ออมทรัพย์ กฟผ.

ด้านนายจุฬา สุขมานพ  เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) หรือ EEC เปิดเผยว่า ในวันที่ 7 มกราคม 2569 EEC จะลงนามในสัญญากับบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) หรือ THAI เพื่อรับงานโครงการพัฒนาศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน (MRO) และธุรกิจอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ในเขต EEC ณ ท่าอากาศยานอู่ตะเภา โดยให้ THAI เพื่อเป็นผู้ลงทุนเช่าพื้นที่จำนวน 210 ไร่ ระยะเวลา 50 ปี ซึ่งขณะนี้ THAI ได้จดทะเบียนจัดตั้งบริษัทเพื่อมาบริหารโครงการ MRO ดังกล่าวแล้ว คือ 1. บริษัท ไทย เอ็ม อาร์ โอ เซอร์วิสเซส จำกัด (Thai MRO Services Company Limited)

2.บริษัท ไทย เอ็ม อาร์ โอ กรุ๊ป จำกัด (Thai MRO Group Company Limited) โดยทั้ง 2 บริษัทถูกจัดตั้งขึ้นเพื่อดำเนินธุรกิจด้านการซ่อมบำรุงอากาศยานมีทุนจดทะเบียนบริษัทละ 1 ล้านบาท (ประมาณ 30,997 ดอลลาร์สหรัฐ) และทุนชำระแล้วเริ่มต้นที่ 250,000 บาท (ประมาณ 7,749 ดอลลาร์สหรัฐ) และถือหุ้นโดย THAI 100%

ทั้งนี้ หลังจากการลงนามในสัญญาแล้ว THAI จะออกแบบสิ่งปลูกสร้างและการใช้พื้นที่ เพื่อขออนุมัติแบบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จากนั้นจะจัดทำรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (EIA) ตามที่ออกแบบสิ่งปลูกสร้างไว้ โดย EIA จะได้รับการพิจารณาอนุมัติภายใน 180 วัน ตามกฎหมายเขตพื้นที่ EEC คาดว่า THAI จะเริ่มก่อสร้างได้ในปี 2570 ใช้เวลา 3 ปีก่อนเปิดให้บริการประมาณปี 2572 โดย THAI จะอยู่ในฐานะเจ้าของพื้นที่ที่เช่าต่อจาก EEC และจัดหาผู้เช่าที่สนใจเข้ามาเช่าพื้นที่จาก THAI รวมถึงบริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BA ที่จะเป็นหนึ่งในผู้เช่าพื้นที่จาก THAI เช่นกัน

สำหรับโครงการ MRO นี้ THAI จะต้องให้ผลตอบแทนแก่ EEC ใน 2 ส่วนคือ 1.ค่าเช่าพื้นที่ และ 2.การแบ่งปันผลประโยชน์ จากส่วนแบ่งรายได้แบบขั้นบันได โดยช่วงปีที่ 1-4 เป็นการเริ่มต้นโครงการ จะเก็บค่าเช่าพื้นที่อย่างเดียว และเริ่มคิดส่วนแบ่งรายได้ในปีที่ 5 โดยกำหนดอัตราดังนี้ ปีที่ 5-10 คิดส่วนแบ่งรายได้ 3%, ปีที่ 11-15 คิดส่วนแบ่งรายได้ 5% และปีที่ 15 เป็นต้นไป คิดส่วนแบ่งรายได้ 7%

ก่อนหน้านี้ นายชาย เอี่ยมศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร THAI เปิดเผยว่า เป้าหมายหลักที่ THAI ต้องการลงทุน MRO นั้น ก็เพื่อมารองรับฝูงบินใหม่ของ THAI ที่จะเติบโตขึ้นจนถึง 150 ลำ ในปี 2576 และส่วนที่เหลือค่อยให้บริการแก่ลูกค้ารายอื่นต่อไป ทั้งนี้ ในระยะแรกจะสามารถรองรับการซ่อมบำรุงอากาศยานได้ปีละ 90 ลำ ซึ่งเป้าหมายลูกค้าเป็นสายการบินในไทย คาดว่าจะสร้างรายได้ปีละ 4-5 พันล้านบาท จากนั้นจะทยอยเพิ่มโรงซ่อมรองรับกับความต้องการ

ด้านโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก พื้นที่ 6,500 ไร่ มูลค่า 2.9 แสนล้านบาท ที่มีบริษัท อู่ตะเภา อินเตอร์เนชั่นแนล เอวิเอชั่น จำกัด หรือ UTA (BA ถือหุ้น 45%/บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ BTS ถือหุ้น 35% และบริษัท สเตคอน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ STECON ถือหุ้น 20%) เป็นผู้รับสัมปทานนั้น ชัดเจนว่าจะดำเนินโครงการไปก่อนโดยไม่รอรถไฟความเร็วสูงฯ ซึ่งขณะนี้ EEC อยู่ระหว่างให้ UTA ไปทำการศึกษาคาดการณ์ผู้โดยสารตลอดอายุสัญญา 50 ปี เพื่อมาพิจารณาว่าจะสามารถปรับลดการลงทุนเฟส 1 ลงตามที่ UTA เสนอมาได้หรือไม่ คือจาก 12 ล้านคนต่อปีเหลือ 3 ล้านคนต่อปี เพราะที่ผ่านมาเป็นการเสนอจาก UTA แต่ไม่มีข้อมูลคาดการณ์ผู้โดยสารรองรับ

นายจุฬา  กล่าวเพิ่มเติมว่า ยืนยันว่าขณะนี้เอกชนผู้รับสัมปทานทั้ง 2 โครงการ ยังไม่มีการแสดงความจำนงขอยกเลิกดำเนินโครงการ โดยทุกรายยังพร้อมรอความชัดเจนจากฝ่ายรัฐต่อไป

Back to top button