DUSIT พุ่งแรง 8% รับปิดฉากศึกสายเลือด “ชนินทธ์” กุมบังเหียนบริหารดุสิตเบ็ดเสร็จ

DUSIT พุ่งแรง 8% รับ “ชนินทธ์ โทณวณิก” รวบอำนาจบริหาร หลังซื้อหุ้น “ชนัตถ์และลูก” เพิ่มอีก 15.96% จาก “สุนงค์ สาลีรัฐวิภาค” น้องสาว ส่งผลถือหุ้นใหญ่ 41.36% ทำให้กำหนดนโยบายและทิศทาง “ดุสิตธานี” ในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่ทางตรงและอ้อมกว่า 49.81% ปิดฉากดราม่า “ศึกสายเลือด” ทันที


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้( 5 ม.ค. 68) ราคาหุ้นบริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) หรือ DUSIT ณ เวลา 11:09 น. อยู่ที่ระดับ 11.80 บาท บวก 0.90 บาท หรือ 8.26%  ราคาสูงสุด 12.40 บาท ราคาต่ำสุด 11.30 บาท ด้วยมูลค่าซื้อขาย 26.40 ล้านบาท

โดยเมื่อวันที่ 30 ธ.ค. 2568 ที่ผ่านมา บริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) หรือ DUSIT แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ว่า มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการถือหุ้นภายในของกลุ่มผู้ถือหุ้นรายใหญ่ โดยวันที่ 26 ธ.ค. 2568 นายชนินทธ์ โทณวณิก รักษาการประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม DUSIT ได้เข้าทำรายการซื้อหุ้นสามัญบริษัท ชนัตถ์และลูก จำกัด (ผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับหนึ่งของ DUSIT) จำนวน 1,200,000 หุ้น คิดเป็น 15.96% จากนางสุนงค์ สาลีรัฐวิภาค น้องสาวของนายชนินทธ์ หลังการทำธุรกรรมดังกล่าว ส่งผลให้นายชนินทธ์ มีสัดส่วนการถือหุ้นใน “ชนัตถ์และลูก” เพิ่มขึ้นเป็น 41.36% ของหุ้นทั้งหมด

จากธุรกรรมดังกล่าว ทำให้นายชนินทธ์ ถือหุ้นในบริษัทโฮลดิ้งเกินกว่า 30% ตามกฎเกณฑ์ของก.ล.ต.ส่งผลให้บริษัท ชนัตถ์และลูก จำกัด มีสถานะเป็นบุคคลตามมาตรา 258 ของนายชนินทธ์ทันที โดยตามมาตรา 258 แห่งพ.ร.บ.หลักทรัพย์ฯ นิยาม “บุคคลที่เกี่ยวข้อง” (Related Persons) หมายถึงบุคคลที่อาจมีผลต่อการตัดสินใจของผู้บริหารบริษัทจดทะเบียน เช่น คู่สมรส บุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ห้างหุ้นส่วน บริษัทจำกัดหรือบริษัทมหาชนจำกัดที่บุคคลเหล่านั้น ถือหุ้นเกิน 30% หรือมีอำนาจควบคุมบุคคลเหล่านี้ ต้องรายงานการได้มาหรือจำหน่ายหลักทรัพย์ของบริษัทต่อสำนักงานก.ล.ต. เพื่อให้เกิดความโปร่งใสในการทำรายการที่เกี่ยวโยงกัน

ทั้งนี้แม้นายชนินทธ์ จะถือหุ้น DUSIT ในนามส่วนตัวสัดส่วนเพียงแค่ 0.0618% แต่เมื่อนับรวมกับการถือหุ้นทางอ้อมผ่าน “ชนัตถ์และลูก” ส่งผลให้สัดส่วนการถือหุ้นรวมของทั้ง 2 ฝ่าย จำนวน 423,347,310 หุ้น หรือ 49.81% ของหุ้นที่ออกและจำหน่ายแล้วทั้งหมด จะทำให้อำนาจการควบคุมและการตัดสินใจแบบเบ็ดเสร็จและชัดเจน ตามกฎหมายหลักทรัพย์มากยิ่งขึ้น ที่สำคัญถือเป็นการยุติความขัดแย้งภายในของ 3 พี่น้อง ในนาม “ชนัตถ์และลูก” ลงทันทีด้วยเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม DUSIT ยืนยันว่า การปรับเปลี่ยนโครงสร้างภายในผู้ถือหุ้นใหญ่ (ชนัตถ์และลูก) ดังกล่าว ไม่มีผลกระทบต่อการบริหารงานทางตรงโครงสร้างคณะกรรมการ หรือนโยบายการดำเนินธุรกิจของ DUSIT แต่อย่างใด เป็นเพียงการปรับเปลี่ยนผู้ถือหุ้นภายในกลุ่มตระกูลเพื่อความเหมาะสมและเสถียรภาพในระยะยาวเท่านั้น

ก่อนหน้านี้โครงสร้างผู้ถือหุ้นบริษัท ชนัตถ์และลูก จำกัด (ก่อตั้งโดยท่านผู้หญิงชนัตถ์ ปิยะอุย) ประกอบด้วย 3 กลุ่ม คือ กลุ่มนายชนินทธ์ โทณวณิก (พี่ชายคนโต) ถือหุ้นประมาณ 25.4% กลุ่มนางสินี เธียรประสิทธิ์ (น้องสาวคนกลาง) ถือหุ้นประมาณ 26.57% และกลุ่มนางสุนงค์ สาลีรัฐวิภาค (น้องสาวคนเล็ก) ถือหุ้นประมาณ 21.62%

โดยอำนาจการตัดสินใจในบริษัท ชนัตถ์และลูก จำกัด จากเดิมนายชนินทธ์ ต้องลงนามร่วมกับน้องคนใดคนหนึ่ง มีการเปลี่ยนให้เป็นเสียง 2 ใน 3 ดังนั้นเมื่อรวมสัดส่วนหุ้นของน้องสาวสองคน (นางสินีและนางสุนงค์) เข้าด้วยกันจะได้กว่า 48% ทำให้มีอำนาจมากกว่านายชนินทธ์ (ถือหุ้น 26.57%) สามารถร่วมกันลงมติทำอะไรก็ได้ โดยไม่ต้องผ่านความเห็นชอบจากพี่ชาย (นายชนินทธ์)

ปมปัญหาความขัดยังภายใน DUSIT เกิดขึ้น เมื่อบริษัท ชนัตถ์และลูก จำกัด ในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่ (ถือหุ้น 49.74%) ลงมติ “ไม่อนุมัติ” งบการเงินปี 2567 ของ DUSIT ในการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นวันที่ 25 เม.ย. 2568 กลายเป็นเรื่องที่ไม่ปกติอย่างยิ่ง โดยเหตุผลที่ “ชนัตถ์และลูก” มี 2 ประเด็นหลัก คือการไม่พอใจคำชี้แจงของคณะกรรมการเรื่องสินทรัพย์และหนี้สินและการไม่พอใจผลประกอบการที่ขาดทุนต่อเนื่อง โดยปี 2563 ขาดทุนสุทธิ 1,011 ล้านบาท ปี 2564 ขาดทุนสุทธิ 945 ล้านบาท ปี 2565 ขาดทุนสุทธิ 501 ล้านบาท ปี 2566 ขาดทุนสุทธิ 570 ล้านบาท ปี 2567 ขาดทุนสุทธิ 237 ล้านบาท

จากการขาดทุนต่อเนื่องดังกล่าว ทำให้ “บริษัท ชนัตถ์และลูก” ไม่ได้รับเงินปันผลมานานกว่า 5 ปี จึงกลายเป็นชนวนสำคัญนำไปสู่การตัดสินใจลงมติไม่อนุมัติงบการเงินดังกล่าว และเป็นการส่งสัญญาณชัดเจนว่าผู้ถือหุ้นใหญ่ไม่พอใจทิศทางการบริหารงานอีกต่อไป นั่นหมายถึงกลุ่มนางสินี เธียรประสิทธิ์ (น้องสาวคนกลาง) และกลุ่มนางสุนงค์ สาลีรัฐวิภาค (น้องสาวคนเล็ก) ไม่พอใจการบริหารงานของกลุ่มนายชนินทธ์ โทณวณิก (พี่ชายคนโต) นั่นเอง

พร้อมกันนี้ “ชนัตถ์และลูก” ในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่ 49.74% ใช้สิทธิ์ตามตามมาตรา 100 ของพ.ร.บ.มหาชนจำกัด เรียกประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น DUSIT เสนอวาระถอดถอนนายชนินทธ์ โทณวณิก ออกจากตำแหน่งกรรมการบริษัท ถือเป็นการถอดถอนออกจากตำแหน่งก่อนครบกำหนดวาระ แต่ที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นมีมติไม่อนุมัติการถอดถอนดังกล่าว

Back to top button