
“เอกนิติ” ปลื้ม “ไทยช่วยไทยพลัส” วันแรกทะลัก ลงทะเบียนทะลุ 24 ล้านสิทธิ์
“เอกนิติ” เผยลงทะเบียน 'ไทยช่วยไทยพลัส' วันแรกพุ่ง 24 ล้านสิทธิ์ รัฐช่วยออก 60% หวังลดภาระประชาชนจากวิกฤตพลังงาน ชื่นชม KTB วางระบบแกร่งรองรับ 7 แสนคน/วินาที พร้อมชู AI นกกระซิบช่วยร้านค้าเพิ่มยอดขาย
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงผลการตอบรับของโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ในวันแรกว่า มีประชาชนให้ความสนใจเข้ามาลงทะเบียนเป็นจำนวนมาก โดยล่าสุดมียอดผู้ลงทะเบียนแล้วกว่า 24 ล้านสิทธิ์ และยังคงเหลือสิทธิ์อีกประมาณ 6 ล้านสิทธิ์ จากเป้าหมายรวม 30 ล้านคน ขณะที่ในส่วนของผู้ประกอบการร้านค้า มีผู้ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการแล้วประมาณ 9.7 ร้านค้า
โครงการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน ท่ามกลางสถานการณ์ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น โดยรัฐบาลจะเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายสนับสนุนในสัดส่วน 60% และประชาชนผู้ซื้อออกค่าใช้จ่าย 40% ซึ่งนอกจากจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายแล้ว ยังเป็นการประคองกำลังซื้อในระบบเศรษฐกิจอีกด้วย ทั้งนี้ รัฐบาลจึงขอเชิญชวนให้ผู้ประกอบการรายย่อยและร้านค้าขนาดเล็ก เข้ามาลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการเพิ่มเติม เพื่อรองรับการใช้จ่ายของประชาชนกว่า 30 ล้านคน ซึ่งถือเป็นความร่วมมือระหว่างภาครัฐและประชาชนในการประคับประคองเศรษฐกิจให้ก้าวข้ามวิกฤตในครั้งนี้
“สิ่งที่สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนคือ โครงการนี้ได้รับการออกแบบมาเป็นอย่างดี โดยมีการนำระบบดิจิทัลเข้ามาช่วยอำนวยความสะดวก ประชาชนหลายคนระบุว่าขั้นตอนการลงทะเบียนนั้นง่ายขึ้นมาก โดยเฉพาะกลุ่มผู้ที่เคยใช้งานโครงการ ‘คนละครึ่งพลัส’ มาก่อน สามารถกดเพียงไม่กี่ปุ่มก็เข้าสู่โครงการไทยช่วยไทยพลัสได้ทันที เรามั่นใจว่าด้วยการออกแบบนโยบายที่ดีและการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ เม็ดเงินทุกบาททุกสตางค์จะส่งตรงถึงมือประชาชนอย่างแน่นอน เพื่อนำไปใช้จ่ายและช่วยเหลือร้านค้าให้สามารถผ่านพ้นวิกฤตพลังงานไปด้วยกัน” นายเอกนิติ กล่าว
นอกจากนี้ รองนายกรัฐมนตรี ยังได้กล่าวขอบคุณหน่วยงานผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของโครงการ ทั้งกระทรวงการคลัง และ บริษัท ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB ที่ร่วมกันพัฒนาระบบจนทำให้การลงทะเบียนในวันแรกดำเนินไปอย่างราบรื่นและไม่มีปัญหาระบบล่ม ซึ่งถือเป็นประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของระบบดิจิทัลในประเทศไทย ที่สามารถรองรับการเข้าใช้งานของประชาชนได้สูงสุดถึง 700,000 คนต่อวินาที โดยความเสถียรของระบบในครั้งนี้จะถูกนำไปใช้เป็นต้นแบบสำหรับการพัฒนาโครงการอื่นๆ ในอนาคตต่อไป
ในส่วนของการช่วยเหลือผู้ประกอบการ ร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการจะได้ใช้งานระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่มีชื่อว่า “นกกระซิบ” ซึ่งจะเข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการต้นทุน และช่วยให้ผู้ประกอบการคุ้นเคยกับการนำเทคโนโลยี AI มาประยุกต์ใช้เพื่อสร้างระบบที่ช่วยเพิ่มยอดขายสินค้าให้มากขึ้น โดยจากสถิติของโครงการ ‘คนละครึ่งพลัส’ ในช่วงที่ผ่านมา ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการสามารถขยายยอดขายได้เพิ่มขึ้นกว่า 100-200% รัฐบาลจึงอยากเชิญชวนให้ร้านค้าต่างๆ ตัดสินใจเข้าร่วมโครงการนี้ให้มากยิ่งขึ้น

