
CH วิ่ง 3% ลุ้นรายได้ปีนี้พุ่ง 1.8 พันล้าน บุกหนักตลาดสหรัฐ-ยุโรป
CH บวกแรง 3% ตั้งเป้ารายได้ปี 69 โต 10% แตะ 1,800 ล้านบาท ชูสินค้าใหม่ “ซุปเปอร์ซอฟท์” เป็นเรือธง รุกหนักขยายตลาดสหรัฐอเมริกา และยุโรป เดินหน้าลดต้นทุน-ลดค่าใช้จ่าย รับมือวิกฤตเศรษฐกิจ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (9 ม.ค.69) ราคาหุ้น บริษัท เจริญอุตสาหกรรม จำกัด (มหาชน) หรือ CH ณ เวลา 12:10 น. อยู่ที่ระดับ 1.60 บาท บวก 0.05 บาท หรือ 3.23% สูงสุดที่ระดับ 1.71 บาท ต่ำสุดที่ระดับ 1.56 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 0.39 ล้านบาท
นายประวิทย์ ศรีแสงนาม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร CH เปิดเผยกับ “ข่าวหุ้นธุรกิจ” ว่า ในปี 2569 บริษัทวางเป้าหมายจะมีรายได้รวม 1,800 ล้านบาท เติบโตประมาณ 10% จากปี 2568 ที่คาดว่าจะมีรายได้ที่ระดับ 1,600 ล้านบาท โดยสัดส่วนรายได้จะมาจากยอดขายจากประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นหลัก และมาจากยอดขายภายในประเทศเข้ามาเสริมด้วย อย่างไรก็ตาม สินค้าที่จะจำหน่ายในปี 2569 จะเป็นสินค้าที่ได้ปรับราคาให้สอดรับกับการเรียกเก็บภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ แล้ว
โดยในปี 2569 บริษัทจะเน้นขยายไปใน 2 ประเทศหลัก คือสหรัฐอเมริกา และยุโรป ซึ่งการเติบโตในปี 2569 จะมาจากการขายสินค้าเดิม และการออกสินค้าใหม่ โดยล่าสุด บริษัทได้ออกสินค้าใหม่ “ซุปเปอร์ซอฟท์” (Supersoft) เป็นมะม่วงแปรรูปบนรูปทรงใหม่ ปัจจุบันอยู่ในช่วงการขยายตลาด ซึ่งได้รับการตอบรับที่ค่อนข้างดี และยังเป็นสินค้าที่มีมาร์จิ้นดี เนื่องจากมีต้นทุนการผลิตที่ถูกกว่าสินค้าเดิม และปัจจุบันยังไม่มีคู่แข่ง
ดังนั้น บริษัทจึงเชื่อว่าในอนาคต “ซุปเปอร์ซอฟท์” จะมีการเติบโตที่ดี และ “ซุปเปอร์ซอฟท์” จะเป็นสินค้าไฮไลต์ที่จะใช้บุกตลาดสหรัฐอเมริกาและยุโรปในปี 2569 นอกจากนี้ บริษัทยังมีการออกสินค้า “มะม่วงแบะบ๊วย” ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีด้วยเช่นกัน
ทั้งนี้ ความต้องการในประเทศ ปัจจุบันมีสัญญาณที่ดีขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะยอดขายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ต่าง ๆ เช่น TikTok, ช้อปปี้ เป็นต้น ซึ่งปัจจุบันยอดขายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์เติบโตขึ้นอย่างมาก และมีอัตราการเติบโตอยู่ในระดับหลัก 100% ซึ่งก็เป็นไปตามพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป อย่างไรก็ตาม ยอดขายผ่านช่องทางออนไลน์ปัจจุบันมีสัดส่วนที่ยังน้อยเมื่อเทียบกับการส่งออก แต่ช่องทางนี้มีอัตราการเติบโตสูงมาก
สำหรับการขยายช่องทางการขายนอกจากมีการวางจำหน่ายผ่านร้าน 7-11 ซึ่งปัจจุบันสินค้าของ CH มีวางจำหน่ายแล้วเกือบทุกสาขา ในปี 2569 บริษัทก็จะขยายช่องทางไปยังร้านค้าอื่น ๆ ด้วย เช่น CJ เป็นต้น ขณะเดียวกันบริษัทยังมีแผนจะเพิ่มจำนวนของ SKU ในกลุ่มสินค้าเดิมที่มีอยู่เข้าไปด้วย
“เป้าหมายรายได้เราปี 2569 ที่ 1,800 ล้านบาท สัดส่วนรายได้ยังคงมาจากการส่งออกที่ 80% และการขายในประเทศที่ 20% ซึ่งการขายในประเทศ จะมีการขายผ่านหลายช่องทาง และเป็นยอดขายจากทั้งแบรนด์ของเราเอง การรับจ้างผลิตให้ลูกค้า (OEM) รวมถึงการขายแบบยกเบ้า หรือการขายเหมาให้กับลูกค้า” นายประวิทย์ กล่าว
นายประวิทย์ กล่าวอีกว่า ความท้าทายของ CH คือ การลดต้นทุนภายใน ทั้งฝั่งอุปกรณ์โรงงานและต้นทุนการดำเนินการผลิต ซึ่งบริษัทมีการศึกษาที่จะปรับเปลี่ยนเครื่องจักรที่มีอายุมากกว่า 45 ปีขึ้นไป เพื่อจะนำร่องการลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานจากการใช้เทคโนโลยีรุ่นใหม่ผลิตสินค้า โดยเบื้องต้นบริษัทได้วางงบลงทุนไว้ที่ประมาณ 20 ล้านบาทต่อปี ซึ่งเป็นงบปกติในการปรับปรุงเครื่องจักร และปรับปรุงอุปกรณ์ในการผลิต
นอกจากนี้ ล่าสุด บริษัทได้ซื้อที่ดินเพิ่ม 1 แปลง ขนาด 16 ไร่ ตั้งอยู่ห่างจากโรงงานเดิมประมาณ 3 กิโลเมตร โดยบริษัทมีแผนที่จะทำเป็นโฮมสตอเรจ (Home Storage) เพื่อรองรับการผลิต รวมถึงใช้สำหรับการปรับปรุงไลน์แพ็กสินค้า เพื่อลดค่าใช้จ่าย ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างเริ่มถมดินในพื้นที่ คาดว่าเฟส 1 จะสามารถเริ่มดำเนินการได้ในช่วงเดือนเมษายน 2569 โดยเบื้องต้นคาดงบลงทุนจะอยู่ที่ประมาณ 50-60 ล้านบาท (ใช้ในช่วง 2 ปี) ซึ่งแหล่งเงินทุนจะมาจากเงินทุนหมุนเวียนภายในบริษัท ทั้งนี้ ปัจจุบันบริษัทมีอัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (D/E) อยู่ที่ระดับ 0.5 เท่า ซึ่งยังอยู่ในระดับต่ำ และบริษัทยังคงรักษาอัตรา D/E ให้อยู่ระดับนี้ เพื่อจะรับมือกับวิกฤตต่าง ๆ ส่วนกระแสเงินสดยังคงอยู่ในระดับที่แข็งแกร่ง
“ในปี 2569 บริษัทจะมุ่งเน้นในเรื่องของการลดต้นทุนและลดค่าใช้จ่าย เพราะไม่รู้ว่าวิกฤตครั้งนี้จะกินเวลาในระยะยาวหรือสั้น ธุรกิจมีขึ้นมีลง บริษัทเราผ่านมา 100 ปี เราเคยเจอเรื่องที่หนัก ๆ มาก็หลายครั้ง แต่เราก็ผ่านมาได้ครั้งนี้ต้องผ่านไปให้ได้เช่นกัน ซึ่งสิ่งที่เรารอดมาได้ทุกครั้งคือ ความ Conservative ของคนแต่ละ Generation ที่ผ่านมา การที่เรามีสภาพคล่องที่ดี หนี้สินต่อทุนต่ำ และไม่มีหนี้เสีย ซึ่งทั้ง 3 ส่วนนี้เป็นสิ่งที่พาเรารอดมาได้ทุกรอบ” นายประวิทย์ กล่าว
ส่วนโรงงานในประเทศกัมพูชา ยังคงสามารถเดินเครื่องผลิตได้ตามปกติ โดยจะส่งสินค้าไปยังประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นหลัก ขณะที่อัตราภาษีนำเข้าสินค้าจากประเทศกัมพูชาอยู่ในระดับเท่ากับประเทศไทยที่ 19%


