
KCE ร่วง 7% เซ่นกำไรปี 68 วูบ 50% เหลือ 832 ล้านบาท เหตุบาทแข็ง-ไร้บุ๊กพิเศษ
KCE ลบเกือบ 7% หลังงบปี 68 กำไรสุทธิแตะ 832.7 ล้านบาท ลดลง 50% หลังรายได้รวมหดตัว 12.3% เซ่นพิษบาทแข็ง-อุตสาหกรรมยานยนต์ซบเซา รวมถึงไม่มีกำไรจากการขายสินทรัพย์โรงงานเก่าที่เป็นรายการพิเศษที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวในปี 67
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (11 ก.พ.69) ราคาหุ้น บริษัท เคซีอี อีเลคโทรนิคส์ จำกัด (มหาชน) หรือ KCE ณ เวลา 10:07 น. อยู่ที่ระดับ 18.90 บาท ลบ 1.40 บาท หรือ 6.90% สูงสุดที่ระดับ 19 บาท ต่ำสุดที่ระดับ 18.70 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 186.84 ล้านบาท
ทั้งนี้ ราคาหุ้น KCE ปรับตัวลดลง หลังรายงานผลการดำเนินงานงวดปี 2568 มีกำไรสุทธิ ดังนี้
โดยบริษัทและบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิจำนวน 832.7 ล้านบาท คิดเป็นอัตรากำไรสุทธิร้อยละ 6.4 ของยอดขาย ปรับตัวลดลงร้อยละ 49.5 หรือลดลงอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับปี 2567 ที่มีกำไรสุทธิ 1,648.5 ล้านบาท (ร้อยละ 11.1 ของยอดขาย) โดยมีกำไรต่อหุ้นขั้นพื้นฐาน (Basic EPS) อยู่ที่ 0.70 บาท ลดลงจาก 1.39 บาทในปีก่อนหน้า
สำหรับรายได้รวมของกลุ่มบริษัทในปี 2568 อยู่ที่ 13,338.6 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 12.3 เมื่อเทียบกับปีก่อน แบ่งเป็นรายได้จากการขายสินค้า 13,074.7 ล้านบาท และรายได้อื่น 263.9 ล้านบาท ซึ่งรายได้อื่นลดลง 113.7 ล้านบาท โดยมีสาเหตุหลักจากการไม่มีกำไรจากการขายสินทรัพย์โรงงานเก่าที่เป็นรายการพิเศษที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวในปี 2567
ทั้งนี้ในส่วนของรายได้จากการขายรวมจำนวน 13,074.7 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 11.85 จากปี 2567 ที่ทำได้ 14,832.9 ล้านบาท โดยรายได้ในรูปสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐลดลงร้อยละ 5.32 (จาก 421.6 ล้านดอลลาร์ฯ เหลือ 399.2 ล้านดอลลาร์ฯ) การที่รายได้สกุลเงินบาทลดลงในอัตราที่สูงกว่าสกุลเงินดอลลาร์ฯ มีสาเหตุหลักมาจากการแข็งค่าของเงินบาท ซึ่งส่งผลกระทบเชิงลบต่อการแปลงค่ารายได้ คิดเป็นมูลค่าการรับรู้รายได้ที่ลดลงประมาณ 677.2 ล้านบาท ประกอบกับปี 2568 เป็นปีที่ท้าทายของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์จากอุปสงค์ตลาดโลกที่ชะลอตัว
โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ ส่งผลให้ปริมาณจำหน่ายแผ่นวงจรพิมพ์ (PCB) รวมลดลงร้อยละ 7.26 นอกจากนี้ ยังมีผลกระทบจากการเปลี่ยนวิธีการบันทึกรายการขายสินค้าหลังการเข้าซื้อกิจการตัวแทนจำหน่ายในเยอรมนีเป็นบริษัทย่อย ทำให้ต้องบันทึกเป็นสินค้าคงคลังแทนการขายทันที ส่งผลให้การรับรู้รายได้ลดลงชั่วคราว 225.9 ล้านบาท
ด้านการผลิตและการดำเนินงาน ปี 2568 ถือเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยี โดยบริษัทได้ติดตั้งเครื่องจักรรุ่นใหม่เพื่อรองรับการผลิตแผ่นวงจรพิมพ์ความหนาแน่นสูง (HDI PCB) ซึ่งกระบวนการทดสอบและเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ส่งผลให้สายการผลิตล่าช้าและผลผลิตลดลงเป็นช่วงๆ ทำให้ไม่สามารถรับรู้รายได้จากความต้องการ HDI ที่สูงได้เต็มที่
โดย ณ สิ้นปี 2568 มียอดคำสั่งซื้อคงค้าง (Backlog) ในกลุ่ม HDI ประมาณ 8.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จาก Backlog รวม 10.0 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งคาดว่าจะรับรู้รายได้ส่วนใหญ่ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ทั้งนี้ ภาวะการแข่งขันที่รุนแรงและอุปทานส่วนเกินในตลาดยังสร้างแรงกดดันด้านราคาอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้รายได้จากการขายลดลงในอัตราที่สูงกว่าปริมาณขายที่ลดลง
สำหรับต้นทุนและค่าใช้จ่าย บริษัทเผชิญความท้าทายจากอัตราการใช้กำลังการผลิตที่ลดลงเหลือร้อยละ 65 (จากร้อยละ 71 ในปีก่อน) ทำให้ต้องแบกรับต้นทุนคงที่ต่อหน่วยสูงขึ้น ประกอบกับราคาทองแดงในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลกระทบต่อต้นทุนประมาณร้อยละ 0.93 ของยอดขาย อีกทั้งโครงสร้างผลิตภัณฑ์ที่เปลี่ยนไปสู่เทคโนโลยีขั้นสูงที่มีความซับซ้อน ทำให้ต้นทุนการผลิตต่อหน่วยเพิ่มขึ้น ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นในปี 2568 อยู่ที่ร้อยละ 18.9 ลดลงจากร้อยละ 22.0 ในปีก่อน อย่างไรก็ตาม บริษัทได้ดำเนินมาตรการลดต้นทุน เพิ่มระบบอัตโนมัติ และประหยัดพลังงานเพื่อบรรเทาผลกระทบดังกล่าว
ส่วนของค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร ค่าใช้จ่ายในการขายลดลงเหลือ 348.5 ล้านบาท (ร้อยละ 2.67 ของยอดขาย) ตามปริมาณการขายและค่าระวางเรือที่ลดลง รวมถึงผลจากการปรับโครงสร้างบริษัทย่อยในยุโรปที่ทำให้ค่าคอมมิชชั่นลดลง ขณะที่ค่าใช้จ่ายในการบริหารเพิ่มขึ้นเป็น 1,394.2 ล้านบาท (ร้อยละ 10.66 ของยอดขาย) สาเหตุหลักจากการรวมค่าใช้จ่ายของบริษัทย่อยใหม่ในอังกฤษและเยอรมนี การตัดจำหน่ายสินทรัพย์ไม่มีตัวตน (PPA) จำนวน 59.5 ล้านบาท ค่าบริการทางกฎหมายครั้งเดียว 10.7 ล้านบาท และการตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญเพิ่มขึ้น 13.6 ล้านบาท อย่างไรก็ดี บริษัทมองว่าการลงทุนปรับปรุงเครื่องจักรและเตรียมความพร้อมผลิต HDI ในปีที่ผ่านมา จะเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างการเติบโตระยะยาวเมื่อตลาดฟื้นตัว



