
PSGC วิ่งแรง 6% รุกขายถ่านหินเวียดนาม รายได้ทะลักปีละ 1.8 หมื่นล้าน
PSGC บวกแรง 6% ดีเดย์บุ๊กรายได้จากธุรกิจถ่านหินหลังถือหุ้น NT สัดส่วน 64% รวบสัญญาซื้อขายถ่านหิน 2 รัฐวิสาหกิจเวียดนามระยะยาว 10 ปี บนเงื่อนไขปีละ 5 ล้านตัน และขยายปริมาณส่งมอบสูงสุดถึงปีละ 10 ล้านตัน วงในแนะจับตาบุ๊กรายได้ใหม่จากการขายถ่านหิน ขั้นต่ำปีละกว่า 18,000 ล้านบาท เทียบราคาเฉลี่ยล่าสุด 117 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน ล่าสุดเดินหน้าปรับโครงสร้างทุน ทำให้ส่วนต่ำกว่ามูลค่าหุ้นจะถูกล้างจนหมดเกลี้ยง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (26 ก.พ.69) ราคาหุ้น บริษัท พีเอสจี คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ PSGC ณ เวลา 10:05 น. อยู่ที่ระดับ 4.02 บาท บวก 0.24 บาท หรือ 6.35% สูงสุดที่ระดับ 4.10 บาท ต่ำสุดที่ระดับ 3.96 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 2.40 ล้านบาท
นายเดวิด แวน ดาว ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร PSGC เปิดเผยว่า บริษัทประกาศความสำเร็จในการเข้าถือหุ้นบริษัท Nam Tien Limited Liability Company (NT) สัดส่วน 64% อย่างเป็นทางการแล้ว นับเป็นก้าวสำคัญในการเปลี่ยนผ่านเชิงกลยุทธ์ จากธุรกิจรับเหมาก่อสร้างแบบดั้งเดิม สู่ธุรกิจพลังงานที่เกี่ยวเนื่องระดับภูมิภาค โดยธุรกรรมดังกล่าวดำเนินการแล้วเสร็จ เมื่อวันที่ 12 ก.พ. 2569 ที่ผ่านมา ส่งผลให้ NT เป็นบริษัทย่อยที่ถูกรวมงบการเงินของบริษัท มีผลตั้งแต่ไตรมาส 1/2569 เป็นต้นไป
การเข้าซื้อกิจการครั้งนี้ต่อยอดจากโครงการริเริ่มด้านเหมืองแร่และทรัพยากรที่ PSGC ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2568 ภายใต้วิสัยทัศน์บริษัท และสะท้อนแผนงานระยะยาว การขยายสู่ธุรกิจพลังงานและธุรกิจเกี่ยวเนื่องระดับภูมิภาค ปัจจุบันประเทศเวียดนามมีความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จากการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจโดยรวม โดยพลังงานถ่านหิน ยังคงมีบทบาทสำคัญในการผลิตไฟฟ้าฐานโหลด (base-load power generation) เพื่อรักษาเสถียรภาพของระบบไฟฟ้าในประเทศ
สำหรับ PSGC ได้เข้ามามีส่วนร่วมธุรกิจบริหารจัดการเหมืองแร่ การให้บริการแปรรูปถ่านหิน และการค้าถ่านหินเชิงพาณิชย์ ผ่านการลงทุนใน NT ที่มีความเชื่อมโยงกับห่วงโซ่ธุรกิจพลังงานของภูมิภาค การลงทุนครั้งนี้ทำให้บริษัทมีแหล่งรายได้จากธุรกิจที่มีรูปแบบการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องเพิ่มขึ้น
โดย NT ได้รับสิทธิแต่เพียงผู้เดียว ในการดำเนินงานและรับซื้อถ่านหิน จากบริษัท Xekong Power Plant Limited (XPPL) ซึ่งเป็นสัมปทานเหมืองถ่านหินที่ใหญ่ที่สุดใน สปป.ลาว มีปริมาณถ่านหินสำรองกว่า 600 ล้านตัน และเพื่อสร้างรายได้ทันที NT ได้ทำสัญญาซื้อขายถ่านหินระยะยาว (Off-take Agreements) กับรัฐวิสาหกิจด้านพลังงานรายใหญ่ของเวียดนาม 2 แห่ง พร้อมได้รับการสนับสนุนวงเงินสินเชื่อก้อนใหญ่จากธนาคารพาณิชย์ชั้นนำของเวียดนามอีกด้วย สัญญาขายกับรัฐวิสาหกิจดังกล่าว รองรับปริมาณถ่านหินในระดับ 4-5 ล้านตันต่อปี ภายใต้ข้อตกลงระยะยาว 10 ปี และ NT สามารถขยายศักยภาพในการส่งมอบได้ถึง 10 ล้านตันต่อปี เพิ่มแนวโน้มความชัดเจนของรายได้ในอนาคต
นายเดวิด กล่าวต่อว่า การลงทุนใน NT เข้ามาเป็นบริษัทย่อย ถือเป็นก้าวสำคัญในการเปลี่ยนผ่านจากรายได้หลัก ที่มาจากโครงการก่อสร้าง ไปสู่รูปแบบธุรกิจที่มีรายได้ต่อเนื่องจากการดำเนินงาน ที่เชื่อมโยงกับความต้องการพลังงานในภูมิภาค โดยการรวมงบการเงินจาก NT จะเริ่มตั้งแต่ไตรมาส 1/2569 คาดว่าจะเป็นส่วนสำคัญต่อโครงสร้างรายได้บริษัทช่วงระยะต่อไป
“เรากำลังสร้างห่วงโซ่ธุรกิจพลังงาน ตั้งแต่การดำเนินงานเหมือง จนถึงการส่งมอบสินค้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายแม้ว่าธุรกิจถ่านหินถูกมองว่าเป็นอุตสาหกรรมเก่า แต่ยังมีบทบาทสำคัญในการผลิตไฟฟ้าฐานโหลด สำหรับเศรษฐกิจที่เติบโตอย่างรวดเร็ว เช่น เวียดนาม เรามองว่าถ่านหินเป็น ‘พลังงานพื้นฐาน’ ช่วงเปลี่ยนผ่าน ที่สามารถสร้างรายได้กระแสเงินสดที่มีเสถียรภาพให้กับบริษัทในระยะยาว และเป็นพื้นฐานทางการเงินที่แข็งแกร่ง เพื่อสนับสนุนการขยายสู่ธุรกิจพลังงานสะอาดและนวัตกรรมในอนาคต”
ขณะที่แหล่งข่าวจากวงการธุรกิจถ่านหิน กล่าวกับ “ข่าวหุ้นธุรกิจ” ว่า เป็นที่น่าจับตาอย่างยิ่งว่านับตั้งแต่ไตรมาส 1/2569 เป็นต้นไป รายได้ PSGC จะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จากธุรกิจถ่านหิน ทั้งนี้หากอ้างอิงราคาถ่านหิน จาก Newcastle Coal (ณ วันที่ 25 ก.พ. 2569) อยู่ที่ 117 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน หากคำนวณยอดจำหน่ายถ่านหินตามสัญญา 5 ล้านตันต่อปี นั่นเท่ากับว่าจะมีรายได้จาการขายถ่านหินปีละกว่า 18,720 ล้านบาท และหากมียอดจำหน่ายถ่านหินสูงสุดตามสัญญาที่ 10 ล้านตันต่อปี เท่ากับจะมีรายได้ปีละ 37,400 ล้านบาท (อ้างอัตราแลกเปลี่ยนที่ 32 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ) ขณะที่รายได้ PSGC (จากธุรกิจเดิม) เฉลี่ยปีละ 3,000-3,500 ล้านบาท เพียงเท่านั้น
สำหรับ 2 รัฐวิสาหกิจด้านพลังงานขนาดใหญ่ ที่เป็นกลไกหลักในการจัดหาเชื้อเพลิงเพื่อความมั่นคงทางพลังงานของประเทศเวียดนาม อ้างอิงข้อมูลแหล่งข่าวจากวงการพลังงานในประเทศเวียดนาม ประกอบด้วย 1) Vietnam National Coal and Mineral Industries Holding Corporation (Vinacomin) รัฐวิสาหกิจหลักที่เป็นผู้ควบคุมการจัดหาถ่านหิน และทรัพยากรแร่รายใหญ่ที่สุดของเวียดนาม ซึ่งจะรับซื้อถ่านหินเพื่อนำไปแปรรูป และกระจายสู่ภาคอุตสาหกรรมและโรงไฟฟ้าทั่วประเทศ 2) PetroVietnam Power Fuel Company (PVPF) บริษัทย่อยในเครือ PetroVietnam (PVN) ที่รับผิดชอบด้านการจัดหาเชื้อเพลิงเพื่อป้อนให้แก่กลุ่มโรงไฟฟ้าพลังความร้อนขนาดใหญ่หลายแห่ง เพื่อรักษาเสถียรภาพการผลิตไฟฟ้าฐาน (Baseload) ของเวียดนาม
ทั้งนี้การมีคู่สัญญาระดับรัฐวิสาหกิจทั้งสองแห่งทำหน้าที่เป็นผู้รับซื้อหลัก (Anchor Customers) จะส่งผลให้บริษัทสามารถบรรลุเป้าหมายการส่งออกถ่านหินรวม 5 ล้านตันต่อปีได้อย่างมั่นคง โดยมีตลาดรองรับที่แน่นอนตามสัญญาระยะยาว 10 ปี ซึ่งถือเป็นการตอกย้ำความเชื่อมั่นว่ารายได้ของบริษัทฯ จะมีความมั่นคง และขยายตัวได้อย่างต่อเนื่องตามแผนงานที่กำหนดไว้
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากข้อมูลล่าสุด ณ ปี 2568 ประเทศเวียดนาม ยังคงมีสัดส่วนการพึ่งพาไฟฟ้าจากถ่านหินระดับที่สูงมาก โดยคิดเป็นเกือบครึ่งหนึ่งของกำลังการผลิตไฟฟ้าทั้งหมดของประเทศ โดยช่วงไตรมาสแรก 1/2568 พลังงานไฟฟ้าจากถ่านหิน มีสัดส่วนสูงถึง 56.5-57.2% ของการผลิตไฟฟ้าทั้งหมดในเวียดนาม ถือเป็นแหล่งพลังงานหลัก (Baseload Power) ที่สำคัญสุด โดยเฉพาะช่วงฤดูแล้งที่ปริมาณน้ำเขื่อนลดลง ทำให้การผลิตไฟฟ้าจากพลังน้ำทำได้จำกัด
สำหรับเป้าหมายตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP8) แม้เวียดนามมีเป้าหมายระยะยาวที่จะยกเลิกการใช้ถ่านหินภายในปี 2593 แต่ระยะสั้นจนถึงปี 2573 ถ่านหินจะยังคงมีบทบาทสำคัญ โดยคาดว่าจะมีสัดส่วนประมาณ 20% ของกำลังการผลิตติดตั้งทั้งหมด หรือประมาณ 30,127 เมกะวัตต์ เพื่อรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เติบโตอย่างรวดเร็วตามการขยายตัวของเศรษฐกิจ
เนื่องจากปริมาณการผลิตในประเทศไม่เพียงพอ เวียดนามจึงต้องนำเข้าถ่านหินเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยปี 2568 มียอดการนำเข้าสูงเป็นประวัติการณ์ถึง 65.43 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าเพื่อป้อนเข้าสู่โรงไฟฟ้าพลังความร้อนทั่วประเทศ
นายเดวิด กล่าวถึงแผนการปรับโครงสร้างทุน PSGC ว่า บริษัทมีความประสงค์จะล้างรายการส่วนต่ำกว่ามูลค่าหุ้นทั้งหมดที่มีอยู่ โดยใช้กระบวนการ “การรวมหุ้น” และ “การลดทุน” ตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายและข้อบังคับของบริษัทกำหนด การลดทุนในแต่ละครั้งสามารถดำเนินการได้สูงสุดไม่เกินผลขาดทุนสะสม
ปัจจุบันบริษัทมีจำนวนหุ้นจดทะเบียนและชำระแล้ว 4,451.54 ล้านหุ้น ราคาพาร์หุ้นละ 1 บาท คิดเป็นทุนจดทะเบียนและทุนชำระแล้ว 4,451.54 ล้านบาท และมีส่วนต่ำกว่ามูลค่าหุ้น 1,731.46 ล้านบาท ขณะที่ส่วนของผู้ถือหุ้น ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 อยู่ที่ 4,726.77 ล้านบาท
บริษัทจะดำเนินการรวมหุ้นอัตรา 2 หุ้นเดิมต่อ 1 หุ้นใหม่ ส่งผลให้จำนวนหุ้นจดทะเบียนและชำระแล้วลดเหลือ 2,225.77 ล้านหุ้น โดยมูลค่าที่ตราไว้ต่อหุ้นเพิ่มเป็น 2 บาท ทั้งนี้ภายหลังการรวมหุ้น ทุนจดทะเบียนและทุนชำระแล้ว จะยังคงอยู่ที่ 4,451.54 ล้านบาท และยังคงมีส่วนต่ำกว่ามูลค่าหุ้น 1,731.46 ล้านบาท
หลังจากนั้นบริษัทจะดำเนินการลดทุนโดยการลดมูลค่าพาร์จากหุ้นละ 2 บาท เหลือหุ้นละ 1 บาท ส่งผลให้ทุนจดทะเบียนและทุนชำระแล้วลดลงเหลือ 2,225.77 ล้านบาทโดยส่วนต่ำกว่ามูลค่าหุ้นจะถูกล้างจนหมด และเกิดส่วนเกินจากการลดทุนจำนวน 494.30 ล้านบาท ขณะที่ส่วนของผู้ถือหุ้นยังคงอยู่ที่ 4,726.77 ล้านบาท โดยการดำเนินการดังกล่าว เป็นเพียงการปรับโครงสร้างทางบัญชี เพื่อให้โครงสร้างทุนมีความเหมาะสม และสะท้อนฐานะการเงินได้ชัดเจนมากขึ้น โดยไม่มีผลกระทบต่อฐานะการเงิน สินทรัพย์หรือการดำเนินธุรกิจของบริษัท


