
BH เด้ง 2% ขานรับกำไร Q1 แตะ 1.79 พันลบ. ผู้ป่วยต่างชาติฟื้น โบรกชูเป้า 210 บาท
BH ปรับตัวบวก 2% หลังประกาศงบไตรมาส 1 ปี 2569 มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 1,790 ล้านบาท สูงกว่าตลาดคาด 9% รับแรงหนุนจากรายได้ผู้ป่วยต่างชาติและการควบคุมต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ พร้อมคงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 210 บาท
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (23 เม.ย.69) ราคาหุ้น บริษัท โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BH ณ เวลา 10:22 น. อยู่ที่ระดับ 173 บาท บวก 3 บาท หรือ 1.76% ราคาสูงสุด 175 บาท ราคาต่ำสุด 172.50 บาท ด้วยมูลค่าซื้อขาย 415.86 ล้านบาท

บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) หรือ KSS ระบุในบทวิเคราะห์ว่า มีมุมมองเชิงบวกเล็กน้อยต่อผลการดำเนินงานไตรมาส 1/2569 ของ BH โดยคาดว่าจะมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 1,790 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ลดลง 5% จากไตรมาสก่อนหน้า
ทั้งนี้ หากไม่รวมกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนจำนวน 5 ล้านบาท จะมีกำไรจากการดำเนินงานปกติอยู่ที่ 1,785 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และลดลง 6% จากไตรมาสก่อนหน้า ซึ่งใกล้เคียงกับที่ฝ่ายวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ แต่สูงกว่าประมาณการเฉลี่ยของ Bloomberg ราว 9%
ปัจจัยหลักที่หนุนให้กำไรเติบโตเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน มาจากรายได้ที่เพิ่มขึ้น 1% แม้ลดลง 5% จากไตรมาสก่อน โดยรายได้จากผู้ป่วยต่างชาติยังเติบโตและสามารถชดเชยรายได้จากผู้ป่วยไทยที่อ่อนตัวลงได้ ขณะเดียวกัน BH ยังสามารถบริหารต้นทุนและค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อเนื่อง ส่งผลให้ค่าใช้จ่าย SG&A ลดลง 2% จากปีก่อน และลดลง 4% จากไตรมาสก่อน
จากประสิทธิภาพการควบคุมต้นทุนดังกล่าว ทำให้อัตรากำไรขั้นต้นและอัตรากำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA Margin) ปรับตัวดีขึ้นทั้งเมื่อเทียบกับปีก่อนและไตรมาสก่อน มาอยู่ที่ 51.3% และ 38.8% ตามลำดับ
อย่างไรก็ตาม กำไรที่ลดลงเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน เป็นผลมาจากรายได้ที่ชะลอตัวลงในทุกกลุ่มลูกค้า โดยรายได้จากผู้ป่วยไทยลดลง 4% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และลดลง 2% จากไตรมาสก่อน ขณะที่รายได้จากผู้ป่วยต่างชาติเพิ่มขึ้น 4% จากปีก่อน แต่ลดลง 6% จากไตรมาสก่อน เนื่องจากได้รับผลกระทบจากช่วงเดือนรอมฎอน
สำหรับกำไรสุทธิไตรมาส 1/2569 คิดเป็น 24% ของประมาณการกำไรทั้งปี 2569 ของฝ่ายวิเคราะห์ ขณะที่แนวโน้มไตรมาส 2/2569 คาดว่ากำไรจะปรับลดลงทั้งเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนและไตรมาสก่อน จากฐานกำไรไตรมาส 2/2568 ที่อยู่ในระดับ 1,855 ล้านบาท
ปัจจัยกดดันผลประกอบการในไตรมาส 2/2569 มาจากคาดการณ์ว่ารายได้จะเติบโตเพียงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับปีก่อน แต่จะลดลงจากไตรมาสก่อนตามปัจจัยฤดูกาลของการใช้บริการที่ชะลอตัวในเดือนเมษายน อีกทั้งในระยะสั้นยังมีข้อจำกัดด้านการเดินทางในภูมิภาคตะวันออกกลาง
นอกจากนี้ ฝ่ายวิเคราะห์ยังประเมินว่าอัตรากำไรขั้นต้นในไตรมาส 2/2569 มีแนวโน้มลดลงทั้งจากปีก่อนและไตรมาสก่อน โดยมีแรงกดดันจากสัดส่วนรายได้จากผู้ป่วยตะวันออกกลางที่อาจต่ำกว่าระดับ 22.9% ในไตรมาส 2/2568 รวมถึงข้อจำกัดในการควบคุมต้นทุนที่มากขึ้น ท่ามกลางความไม่แน่นอนจากสถานการณ์สงคราม
อย่างไรก็ดี KSS ยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” หุ้น BH โดยให้ราคาเป้าหมายปี 2569 ที่ 210 บาท อิงวิธีการประเมินมูลค่าแบบ DCF ที่สมมติฐาน WACC 7.1% เนื่องจากมองว่า BH ยังมีโอกาสได้รับประโยชน์จากการฟื้นตัวของผู้ป่วยกลุ่มตะวันออกกลางในระยะถัดไป หลังความต้องการรักษาพยาบาลที่ชะลอจากเหตุการณ์ความไม่สงบอาจกลับมาเร่งตัวเมื่อสถานการณ์คลี่คลาย
พร้อมกันนี้ ยังมองว่าฐานลูกค้าต่างชาติกลุ่มอื่นยังมีโมเมนตัมเติบโตที่ดี ซึ่งจะสนับสนุนให้ทิศทางกำไรในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 โดดเด่นกว่าครึ่งปีแรก อีกทั้ง BH ยังมีจุดแข็งด้านการรักษาโรคซับซ้อนด้วยนวัตกรรมทางการแพทย์ขั้นสูง มีสัดส่วนรายได้จากผู้ป่วยต่างชาติในระดับสูง ส่งผลให้บริษัทสามารถรักษา EBITDA Margin ในระดับพรีเมียม และมีอำนาจในการตั้งราคาสูงกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มโรงพยาบาล

