จับตา FED-BOJ-ตะวันออกกลาง KTB ชี้ “เงินบาท” ยังไร้ทิศทาง

KTB มองเงินบาทยังเผชิญ Two-Way Risk จับตาตะวันออกกลาง-ผลประชุม FED และ BOJ ชี้กรอบเคลื่อนไหว 32.50-33.00 บาท/ดอลลาร์ ทิศทางบาทยังไร้แนวโน้มชัดเจน


นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB เปิดเผยว่า แนวโน้มค่าเงินบาทในระยะสั้นยังมีความเสี่ยงเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง หรือ Two-Way Risk โดยปัจจัยหลักยังคงอยู่ที่พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ซึ่งยังมีความไม่แน่นอนสูง

ด้วยเหตุนี้ ผู้ประกอบการและนักลงทุนควรให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนผ่านเครื่องมือที่หลากหลาย โดยเฉพาะกลยุทธ์ Options ที่สามารถช่วยรับมือกับความผันผวนของตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ทั้งนี้ ตลาดเริ่มคลายความกังวลต่อแนวโน้มการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (FED) จากข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ชะลอลง ประกอบกับสถานการณ์ตะวันออกกลางที่ยังไม่ลุกลามรุนแรง ส่งผลให้แรงกดดันต่อเงินบาทลดลง และอาจจำกัดการอ่อนค่าของเงินบาทไว้บริเวณ 33.00 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับที่มีแรงขายดอลลาร์และแรงปิดสถานะเก็งกำไรเงินบาทอ่อนค่ารออยู่จำนวนมาก

สำหรับปัจจัยที่ต้องติดตามในระยะต่อไป ได้แก่ ผลการประชุมของ FED และธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) รวมถึงความคืบหน้าของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ซึ่งยังเป็นตัวแปรสำคัญต่อทิศทางตลาดการเงินโลก

ในกรณีที่การเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านมีพัฒนาการเชิงบวก และสามารถกำหนดแนวทางเปิดช่องแคบฮอร์มุซได้อย่างเป็นรูปธรรม เงินบาทมีโอกาสทยอยแข็งค่าขึ้นสู่ระดับ 32.50 บาทต่อดอลลาร์ และอาจแข็งค่าต่อไปยังโซน 32.20-32.30 บาทต่อดอลลาร์ แม้สถานการณ์ดังกล่าวอาจต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่งกว่าจะเกิดขึ้นจริง

อย่างไรก็ตาม หากความขัดแย้งในตะวันออกกลางกลับมาทวีความรุนแรง แต่ยังไม่กระทบโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานโดยตรง เงินบาทอาจอ่อนค่าลงได้บ้าง แต่คาดว่าจะยังเคลื่อนไหวต่ำกว่าระดับ 33.00 บาทต่อดอลลาร์ ขณะที่กรณีเลวร้าย หากการสู้รบขยายวงจนกระทบภาคพลังงานของภูมิภาค อาจส่งผลให้เงินบาทอ่อนค่าทดสอบระดับ 33.25-33.50 บาทต่อดอลลาร์ในระยะสั้น

นายพูน กล่าวว่า ความไม่แน่นอนในตะวันออกกลางยังเป็นปัจจัยสำคัญที่พร้อมสร้างความผันผวนให้กับตลาดการเงินและค่าเงินบาทได้ตลอดเวลา นักลงทุนจึงควรใช้การวิเคราะห์หลายสถานการณ์ (Scenario Analysis) ควบคู่กับการใช้เครื่องมือป้องกันความเสี่ยงที่เหมาะสม แม้เงินบาทจะเริ่มฟื้นตัวแข็งค่าขึ้นบ้างในช่วงที่ผ่านมา แต่ KTB ยังไม่เปลี่ยนมุมมองเชิงเทคนิค โดยยังประเมินว่าทิศทางหลักของเงินบาทอยู่ในภาวะอ่อนค่าหรือแกว่งตัวไร้ทิศทางที่ชัดเจน จนกว่าจะสามารถแข็งค่าผ่านระดับ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ได้อย่างชัดเจนในกรอบเวลารายสัปดาห์ จึงจะมีโอกาสกลับเข้าสู่แนวโน้มแข็งค่าอีกครั้ง

ด้านตลาดตราสารหนี้ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี (Bond Yield) ปรับตัวลดลงสู่ระดับ 4.47% หลังนักลงทุนลดความคาดหวังต่อการขึ้นดอกเบี้ยของ FED จากความหวังต่อการคลี่คลายความขัดแย้งในตะวันออกกลาง รวมถึงตัวเลขดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ของสหรัฐฯ ที่ออกมาไม่เร่งตัวจนสร้างแรงกดดันด้านเงินเฟ้อเพิ่มเติม อย่างไรก็ดี KTB ยังคงมองว่าบอนด์ยีลด์สหรัฐอายุ 10 ปี มีความเสี่ยงเคลื่อนไหวได้ทั้งขึ้นและลงตามทิศทางสถานการณ์ตะวันออกกลางและข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่จะส่งผลต่อมุมมองเรื่องดอกเบี้ยของ FED

KTB ยังมองว่า ระดับบอนด์ยีลด์ 10 ปีของสหรัฐฯ ที่สูงกว่า 4.50% ถือเป็นจังหวะที่น่าสนใจสำหรับการทยอยสะสมพันธบัตรระยะยาวทั้งของสหรัฐฯ และไทย เนื่องจากหากสถานการณ์ตะวันออกกลางทยอยคลี่คลายในช่วงครึ่งหลังของปี และอัตราเงินเฟ้อสหรัฐฯ ไม่เร่งตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ FED มีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยตลอดปี 2569 ก่อนเริ่มปรับลดดอกเบี้ย 2 ครั้งในปี 2570 ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายต่อเนื่องตลอดปีนี้และปีหน้า

Back to top button