
IRPC วิ่งแรง 3% โบรกเคาะเป้า 2.10 บาท ลุ้นไตรมาส 1 พลิกกำไร 6.5 พันล้าน
IRPC บวก 3% โบรกคาดไตรมาส 1/69 พลิกมีกำไรสุทธิ 6.5 พันล้านบาท รับอานิสงส์ค่าการกลั่นฟื้นตัวและกำไรสต็อกน้ำมันกว่า 5.5 พันล้านบาท พร้อมคงคำแนะนำ "Outperform" ประเมินราคาเป้าหมาย 2.10 บาท
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (24 เม.ย.69) ราคาหุ้น บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) หรือ IRPC ณ เวลา 10:49 น. อยู่ที่ระดับ 1.64 บาท บวก 0.05 บาท หรือ 3.14% สูงสุดที่ระดับ 1.65 บาท ต่ำสุดที่ระดับ 1.57 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 177.09 ล้านบาท
ด้าน บริษัทหลักทรัพย์ ซีแอลเอสเอ (CLSA) ออกบทวิเคราะห์ประเมินแนวโน้มผลการดำเนินงานของ IRPC โดยคาดการณ์ว่าบริษัทจะสามารถแสดงผลประกอบการที่ฟื้นตัวได้อย่างโดดเด่นในปี 2569
สำหรับผลการดำเนินงานในไตรมาส 1/2569 คาดว่า IRPC จะมีกำไรสุทธิที่แข็งแกร่งถึง 6,500 ล้านบาท (กำไรต่อหุ้น 0.32 บาท) ซึ่งถือเป็นการพลิกกลับมามีกำไรอย่างมีนัยสำคัญ จากที่เคยรายงานผลขาดทุน 574 ล้านบาทเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า และขาดทุน 1,200 ล้านบาทเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยปัจจัยหนุนหลักมาจากการฟื้นตัวของค่าการกลั่น (GRM) และการบันทึกกำไรจากสต็อกน้ำมัน ขณะที่ธุรกิจปิโตรเคมียังคงมีส่วนช่วยสนับสนุนรายได้ในระดับปานกลาง
ด้านการดำเนินงาน คาดว่าอัตราการผลิต (run rate) จะอยู่ในระดับที่ดีถึงร้อยละ 95 หรือปรับตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 1 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ขณะที่ค่าการกลั่นอ้างอิงตลาด (Market GRM) คาดว่าจะปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 10.0 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล จากระดับ 8.5 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลในไตรมาส 4/2568 โดยได้รับแรงหนุนจากส่วนต่างราคาของน้ำมันดีเซลและน้ำมันอากาศยานที่ปรับตัวดีขึ้นในเดือนมีนาคม
ส่วนธุรกิจปิโตรเคมี ประเมินว่าส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ PP และ ABS จะปรับตัวสูงขึ้นเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า แต่อย่างไรก็ตามส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ HDPE อาจมีการอ่อนตัวลงเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ทั้งนี้ ธุรกิจปิโตรเคมีน่าจะมีส่วนสนับสนุนกำไรขั้นต้นจากการผลิตของกลุ่ม (GIM) ที่ระดับ 2.1 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่งทรงตัวเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า และเมื่อนำไปรวมกับธุรกิจไฟฟ้า คาดว่า Market GIM ของบริษัทจะอยู่ที่ระดับ 13 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่งสูงกว่าจุดคุ้มทุนที่ระดับ 10 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล
นอกจากนี้ จากทิศทางราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น คาดว่าจะส่งผลให้ IRPC สามารถบันทึกกำไรจากสต็อกน้ำมัน (Stock gain) ได้สูงถึง 5,500 ล้านบาท (หรือคิดเป็น 12 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล) ในช่วงไตรมาส 1/2569
สำหรับแนวโน้มในไตรมาส 2/2569 ฝ่ายวิจัยประเมินว่า โมเมนตัมของกำไรอาจมีการอ่อนตัวลงบ้างจากการลดลงของราคาหน้าโรงกลั่น (Ex-refinery prices) แต่ผลกระทบดังกล่าวจะถูกชดเชยด้วยผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งของธุรกิจปิโตรเคมี ด้านการบริหารความเสี่ยง (Hedging) บริษัทมีการทำสัญญาป้องกันความเสี่ยงในไตรมาส 2/2569 ที่ระดับร้อยละ 5 ของปริมาณการผลิต ซึ่งใกล้เคียงกับไตรมาส 1/2569 โดยผู้บริหารไม่ได้ระบุราคาที่มีการทำประกันความเสี่ยงไว้ เนื่องจากมีสัญญาหลายฉบับและความผันผวนของราคาน้ำมันดีเซลในช่วงเดือนที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม หากส่วนต่างราคาน้ำมันดีเซลไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปจากระดับปัจจุบันมากนัก คาดว่าจะไม่มีกำไรหรือขาดทุนจากการทำ Hedging อย่างมีนัยสำคัญในไตรมาส 2/2569
ส่วนประเด็นด้านความมั่นคงทางวัตถุดิบ แม้สถานการณ์สงครามจะสร้างความเสียหายต่อโครงสร้างและกระทบห่วงโซ่อุปทานวัตถุดิบในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีอย่างหนัก แต่ประเมินว่า IRPC มีความเสี่ยงที่จะขาดแคลนวัตถุดิบในระดับที่ต่ำมาก เนื่องจากก่อนหน้านี้บริษัทใช้น้ำมันดิบจากตะวันออกกลางในสัดส่วนร้อยละ 70 แต่ปัจจุบันได้ปรับลดสัดส่วนดังกล่าวลงและหันไปใช้น้ำมันดิบประเภทอื่นแทน โดยจนถึงขณะนี้บริษัทสามารถจัดหาน้ำมันดิบเพื่อรองรับความต้องการในเดือนพฤษภาคมได้แล้วถึงร้อยละ 98 และสำหรับเดือนมิถุนายนที่ร้อยละ 75 ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าบริษัทไม่น่าจะเผชิญปัญหาการขาดแคลนวัตถุดิบ
ด้านสถานะทางการเงิน คาดว่างบดุลของบริษัทจะปรับตัวดีขึ้นอย่างก้าวกระโดด โดยอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (Net debt/EBITDA) จะลดลงเหลือ 3.8 เท่า จาก 6.6 เท่าในปี 2568 และอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อทุน (Net debt/equity) จะลดลงเหลือ 0.4 เท่า จาก 0.6 เท่า
จากปัจจัยบวกดังกล่าว ประกอบกับแนวโน้มผลประกอบการที่สดใส ฝ่ายวิจัยจึงยังคงคำแนะนำ “Outperform” สำหรับการลงทุนในหุ้น IRPC โดยประเมินราคาเป้าหมายที่ 2.10 บาท ซึ่งอิงจากระดับ P/BV ปี 2569 ที่ 0.6 เท่า


