
SCC วิ่ง 6% รับกำไร Q1 โต 466% ทะลุ 6 พันล้าน พ่วงเดินเกมร่วม PTTGC ศึกษาโอเลฟินส์
SCC บวกแรง 6% หลังประกาศกำไรไตรมาส 1/69 แตะ 6,223 ล้านบาท โต 466% และสูงกว่าตลาดคาด รับแรงหนุนธุรกิจปิโตรเคมีฟื้นตัว เดินหน้าศึกษาความเป็นไปได้ร่วมทุนกับ PTTGC ตั้งบริษัทร่วมทุนโอเลฟินส์-พอลิโอเลฟินส์
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (30 เม.ย.69) ราคาหุ้น บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC ณ เวลา 10:06 น. อยู่ที่ระดับ 241 บาท บวก 13 บาท หรือ 5.70% สูงสุดที่ระดับ 241 บาท ต่ำสุดที่ระดับ 234 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 1,866.92 ล้านบาท
นายธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ SCC เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานไตรมาส 1/2569 บริษัทมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 6,223 ล้านบาท เพิ่ม 466% เมื่อเทียบงวดเดียวกันปีก่อน ทั้งนี้บริษัทมี Reported EBITDA ที่ 17,499 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 160% จากไตรมาสก่อน สาเหตุหลักมาจากการปรับมูลค่าสินค้าคงเหลือของเอสซีจี เคมิคอลส์ และปัจจัยฤดูกาลของสินค้าซีเมนต์และวัสดุก่อสร้าง ประกอบกับในไตรมาสก่อนมีค่าใช้จ่ายในการปรับโครงสร้างการดำเนินงานและธุรกิจ
อย่างไรก็ตาม ไตรมาส 1/2569 รายได้จากการขายลดลง 1% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน มาจากยอดขายของเอสซีจีพี เอสซีจี สมาร์ทลีฟวิง และเอสซีจี ดิสทริบิวชั่นแอนด์รีเทล ในขณะที่ยอดขายของเอสซีจี เคมิคอลส์เพิ่มขึ้น ส่วนกำไรสำหรับงวด เพิ่มขึ้น 466% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน จาก Reported EBITDA ที่เพิ่มขึ้น
ขณะที่ภาพรวมไตรมาส 1/2569 บริษัทเดินหน้าปรับแผนธุรกิจอย่างต่อเนื่อง เพื่อรับมือกับความผันผวนของสถานการณ์พลังงานโลก ที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งส่งผลต่อราคาและความมั่นคงของแหล่งพลังงาน โดยมุ่งเสริมสร้างความยืดหยุ่นด้านพลังงาน ควบคู่กับการสร้างโอกาสจากการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ผ่านการเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานทางเลือก (Alternative Fuel) เพื่อลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิลและบริหารความเสี่ยงด้านต้นทุนในระยะยาว เช่น พลังงานชีวมวล วัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร และเชื้อเพลิงจากขยะ (RDF) รวมถึงการใช้พลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy) อย่างยั่งยืน ในไตรมาส 1/2569 เอสซีจีใช้เชื้อเพลิงทางเลือกคิดเป็น 22.3% ของพลังงานความร้อนทั้งหมดในทุกธุรกิจ และ 29.97% สำหรับธุรกิจซีเมนต์ในประเทศไทย
ส่วนการดำเนินงาน SCGC ด้านการจัดหาวัตถุดิบ บริษัทให้ความสำคัญกับการจัดหาวัตถุดิบจากแหล่งนอกภูมิภาคตะวันออกกลาง (Non‑Middle East) อย่างต่อเนื่อง ขณะที่การดำเนินงานของโรงงานมาบตาพุดโอเลฟินส์ หรือ MOC อัตราการเดินเครื่องยังอยู่ในระดับสูง โดยสามารถจัดหาวัตถุดิบ และดำเนินการผลิตได้ถึงเดือนกรกฎาคม 2569 เป็นอย่างน้อย
ส่วนโรงงานระยองโอเลฟินส์ หรือ ROC อยู่ระหว่างการประเมินการกลับมาเดินเครื่อง (อยู่ในสถานะ Standby เพื่อเตรียมพร้อมกลับมาผลิตได้ทันที) และโรงงานลองเซิน ปิโตรเคมิคอลส์ หรือ LSP (เวียดนาม) หยุดเดินเครื่องตั้งแต่ช่วงกลางเดือนพฤษภาคม 2569 ซึ่งในระหว่างนี้ โรงงาน LSP จะดำเนินงานด้านการบำรุงรักษาเครื่องจักร และเตรียมความพร้อมสำหรับการปรับเปลี่ยนไปใช้วัตถุดิบอีเทนในโครงการ LSPE
อย่างไรก็ตาม บริษัทจะเร่งดำเนินการโครงการอีเทนของโรงงาน LSP ที่เวียดนาม โดยมีความคืบหน้าของการก่อสร้างถังเก็บอีเทน ซึ่งดำเนินการแล้วเสร็จกว่า 54% เพื่อที่จะเดินโรงงานได้ตอนปลายปี 2570
:ร่วมทุน PTTGC
ทั้งนี้เมื่อวันที่ 29 เมษายนที่ผ่านมา บริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCGC ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่ SCC ถือหุ้นทั้งหมด ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงเบื้องต้นซึ่งไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย (MOU) กับบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC เพื่อร่วมศึกษาความเป็นไปได้ทางกลยุทธ์ในการจัดตั้งบริษัทร่วมทุนในธุรกิจโอเลฟินส์ และพอลิโอเลฟินส์ (พอลิเอทิลีน หรือ Polyethylene และพอลิโพรพิลีน หรือ Polypropylene) ในประเทศไทย
โดยขอบเขตของโครงการร่วมทุนจะครอบคลุมธุรกิจโอเลฟินส์และพอลิโอเลฟินส์ของ SCGC ในประเทศไทย ซึ่งรวมถึงโรงงานผลิตโอเลฟินส์ โรงงานผลิตพอลิเอทิลีน (PE) และโรงงานผลิตพอลิโพรพิลีน (PP) ตลอดจนบริษัทร่วมทุนที่เกี่ยวข้องของ SCGC ในธุรกิจดังกล่าว และธุรกิจโอเลฟินส์และพอลิโอเลฟินส์ของ PTTGC ในประเทศไทย
สำหรับโครงการร่วมทุนมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างผู้นำในธุรกิจปิโตรเคมีในภูมิภาค ที่มีความสามารถในการแข่งขันระดับโลก ด้วยปัจจัยสนับสนุนจากระบบโครงสร้างพื้นฐานแบบบูรณาการในประเทศ ซึ่งคาดว่าจะช่วยส่งเสริมความเป็นเลิศในด้านการดำเนินงาน โดยอาศัยขนาดธุรกิจที่ใหญ่ขึ้น และการเพิ่มประสิทธิภาพด้านการบริหารจัดการวัตถุดิบ และเพิ่มความแข็งแกร่งของธุรกิจปลายน้ำที่มุ่งเน้นผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มและมีความหลากหลายขึ้น จะส่งผลให้กลุ่มผลิตภัณฑ์มีความแข็งแกร่งยิ่งขึ้น
ทั้งนี้ MOU ดังกล่าว เป็นเพียงข้อตกลงเบื้องต้นที่ไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย โดยการทำธุรกรรมใด ๆ ยังคงขึ้นอยู่กับผลการตรวจสอบสภาพกิจการ การเจรจารายละเอียดเพิ่มเติม การเข้าทำสัญญาที่เกี่ยวข้อง และการได้รับอนุมัติของบริษัททั้งสอง และหน่วยงานกำกับดูแลที่เกี่ยวข้อง รวมถึงคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (หากต้องขออนุญาต) SCGC คาดว่าการศึกษาโครงการร่วมทุน จะแล้วเสร็จภายในไตรมาส 3/2569 โดยระหว่างนี้บริษัททั้งสองจะดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมายและกฎเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงกฎหมายแข่งขันทางการค้า หากมีความคืบหน้าที่มีนัยสำคัญเพิ่มเติม บริษัทจะเปิดเผยข้อมูลต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยตามหลักเกณฑ์และข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องต่อไป
รายงานจาก LSEG Consensus ระบุว่า หุ้นบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC มีราคาเป้าหมายเฉลี่ยอยู่ที่ 221 บาทต่อหุ้น จากการประเมินของนักวิเคราะห์รวม 21 โบรกเกอร์ ขณะที่ผลการดำเนินงานของบริษัทในไตรมาสที่ 1/2569 ออกมา 6,223 ล้านบาท ดีกว่าคาดไว้ที่ 5,178 ล้านบาท
บริษัทหลักทรัพย์ ซีแอลเอสเอ (CLSA) ระบุประเมิน SCC รายงานกำไรสุทธิในไตรมาส 1/26 ที่ 6.2 พันล้านบาท เทียบกับขาดทุน 2.6 พันล้านบาทในไตรมาส 4/25 และเพิ่มขึ้น 466% จากปีก่อน สำหรับจุดเด่นคือการปรับตัวดีขึ้นของธุรกิจซีเมนต์และบรรจุภัณฑ์ รวมถึงกำไรจากสต๊อก ด้าน LSP สามารถเดินเครื่องได้ถึงกลางเดือนพฤษภาคม ขณะที่ MOC มีวัตถุดิบพอใช้ถึงกลางเดือนกรกฎาคม
สำหรับ SCC กำลังพิจารณาร่วมทุน (JV: Joint Venture) ในธุรกิจเคมีกับบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล (PTTGC) ซึ่งคาดว่าการศึกษาจะเสร็จสิ้นในไตรมาส 3/26 โดยทางฝ่ายวิจัยยังคงคำแนะนำ Outperform (O-PF) และราคาเป้าหมาย 250 บาท
บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) ระบุว่า SCC โดยระบุว่า ผลประกอบการไตรมาส 1/2569 ของ SCC รายงานกำไรสุทธิ 6,223 ล้านบาท สูงกว่าที่ฝ่ายวิจัยคาดการณ์ไว้ 34% และสูงกว่าค่าเฉลี่ยนักวิเคราะห์ (Bloomberg Consensus) ราว 25% โดยมีปัจจัยหนุนหลักจากกำไรจากสต็อกที่สูงกว่าคาด ขณะที่กำไรจากการดำเนินงานปกติออกมาดีกว่าคาดเล็กน้อย
ทั้งนี้ กำไรสุทธิดังกล่าวประกอบด้วยกำไรจากสต็อก 4,407 ล้านบาท และกำไรปกติ 1,816 ล้านบาท พลิกฟื้นจากขาดทุน 79.1 ล้านบาทในไตรมาส 4/2568 และเพิ่มขึ้น 53% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สูงกว่าที่ฝ่ายวิจัยประเมินไว้ 12%
ปัจจัยสนับสนุนหลักมาจากการฟื้นตัวของ 2 ธุรกิจสำคัญ ได้แก่ ธุรกิจ Cement & Green Solutions และธุรกิจ Chemicals โดย EBITDA ของธุรกิจซีเมนต์เติบโตแข็งแกร่ง 39% จากไตรมาสก่อน และ 20% จากปีก่อน รับแรงหนุนจากการเร่งตัวของโครงการภาครัฐ การขยายตลาดปูนซีเมนต์คาร์บอนต่ำในประเทศ การปรับขึ้นราคาปูนซีเมนต์ตั้งแต่ไตรมาส 2/2568 รวมถึงการบริหารต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ
ขณะที่ธุรกิจเคมิคอลส์ปรับตัวดีขึ้นตามส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ (Product Spread) ที่ขยายตัว จากภาวะอุปทานตึงตัว อันเป็นผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
สำหรับแนวโน้มไตรมาส 2/2569 คาดว่ากำไรจะปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องจากไตรมาสก่อน โดยแม้สถานการณ์ความขัดแย้งจะคลี่คลาย แต่เชื่อว่าส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์จะยังทรงตัวในระดับสูง เนื่องจากโรงงานปิโตรเคมีหลายแห่งในตะวันออกกลางได้รับความเสียหายและต้องใช้เวลาซ่อมแซมเป็นเวลานาน ประกอบกับช่วงครึ่งหลังปี 2569 ที่จะมีโรงงาน MOC เดินเครื่องเพียงแห่งเดียว คาดว่าจะช่วยพยุงระดับกำไรได้ต่อเนื่อง
แม้ว่ากำไรปกติไตรมาส 1/2569 จะคิดเป็นเพียง 16% ของประมาณการกำไรทั้งปี แต่ฝ่ายวิจัยยังคงประมาณการเดิมไว้
นอกจากนี้ กรณีที่ SCC และบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดตั้งบริษัทร่วมทุนในธุรกิจโอเลฟินส์และโพลิโอเลฟินส์ ฝ่ายวิจัยมองเป็นปัจจัยบวก เนื่องจากจะช่วยเพิ่มขนาดธุรกิจ เสริมศักยภาพการแข่งขัน และเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการวัตถุดิบ โดยคาดว่าการศึกษาความเป็นไปได้จะแล้วเสร็จภายในไตรมาส 3/2569
ทั้งนี้ ยังคงราคาเป้าหมาย SCC ที่ 250 บาท พร้อมคงคำแนะนำ “ซื้อ” จากแนวโน้มผลประกอบการที่มีทิศทางฟื้นตัวชัดเจนต่อเนื่องในปีนี้.


