“พาณิชย์” ชี้คำขอทรัพย์สินทางปัญญาโต 8.72% ต่างชาติครองสิทธิบัตร 86%

กรมทรัพย์สินทางปัญญา เผย 5 เดือนแรกปี 2569 คำขอจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาในไทยเพิ่มขึ้น 8.72% ขณะที่คำขอสิทธิบัตรการประดิษฐ์มีผู้ยื่นจากต่างชาติคิดเป็น 86% ของทั้งหมด


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (15 มิ.ย.69) นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า สถิติการยื่นคำขอจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาในไทย ซึ่งประกอบด้วย เครื่องหมายการค้า สิทธิบัตรการประดิษฐ์ อนุสิทธิบัตร และสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ ในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2569 (มกราคม-พฤษภาคม) มีจำนวนรวม 31,917 คำขอ เพิ่มขึ้น 8.72% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มี 29,357 คำขอ

ขณะที่สถิติการรับจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2569 เพิ่มขึ้นทุกประเภท โดยกรมฯ รับจดทะเบียนรวม 24,576 ฉบับ/รายการ เพิ่มขึ้น 11.16% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ 22,109 ฉบับ/รายการ

สำหรับลิขสิทธิ์ แม้จะเป็นทรัพย์สินทางปัญญาเพียงประเภทเดียวที่ได้รับความคุ้มครองทันทีที่มีการสร้างสรรค์โดยไม่ต้องจดทะเบียน แต่เจ้าของผลงานสามารถยื่นแจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์ไว้กับกรมได้ โดยในช่วง 5 เดือนแรกของปีนี้ มีการแจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์ 7,214 รายการ เพิ่มขึ้น 18.13% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ 6,107 รายการ

รายละเอียดคำขอและการแจ้งข้อมูลทรัพย์สินทางปัญญาแต่ละประเภท พบว่า เครื่องหมายการค้า มีการยื่นคำขอ 23,397 คำขอ เพิ่มขึ้น 7.64% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ 21,736 คำขอ โดยกลุ่มสินค้าและบริการที่มีการยื่นขอรับความคุ้มครองมากที่สุด ได้แก่ ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ การรักษาโรค และสมุนไพรที่ใช้ในทางการแพทย์ จำนวน 2,893 คำขอ สะท้อนแนวโน้มผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพมากขึ้น รองลงมา ได้แก่ บริการด้านค้าปลีก การขายและการตลาด 2,647 คำขอ ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดและความงาม 2,509 คำขอ เครื่องมือและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ 1,855 คำขอ และผลิตภัณฑ์จากพืช ธัญพืช เครื่องปรุงแต่งกลิ่นและรสอาหาร 1,607 คำขอ

ส่วนสิทธิบัตรการประดิษฐ์ มีการยื่นคำขอ 3,662 คำขอ เพิ่มขึ้น 7.99% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ 3,391 คำขอ โดยกลุ่มนวัตกรรมที่มีการยื่นขอรับความคุ้มครองมากที่สุด ได้แก่ ยาและผลิตภัณฑ์สุขภาพ เช่น ยาเคมีสังเคราะห์ ยาสมุนไพร ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร และเวชภัณฑ์ทางการแพทย์ รองลงมา ได้แก่ นวัตกรรมด้านการสื่อสาร เช่น ระบบสื่อสารและอุปกรณ์ส่งสัญญาณ เทคโนโลยีเครือข่ายไร้สาย ระบบรับ-ส่งข้อมูลความเร็วสูง และอุปกรณ์สื่อสารอัจฉริยะ ถัดมา ได้แก่ นวัตกรรมแอนติบอดีและชีววัตถุ อุตสาหกรรมแมคโครโมเลกุล เช่น พลาสติกและเรซิน รวมถึงกลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม ทั้งนี้ ผู้ยื่นคำขอส่วนใหญ่เป็นต่างชาติ คิดเป็นสัดส่วน 86% ขณะที่ผู้ยื่นคำขอชาวไทยมีสัดส่วน 14%

นางสาวทักษอร สมบูรณ์ทรัพย์ ผู้อำนวยการกองสิทธิบัตร เปิดเผยกับ “ข่าวหุ้นธุรกิจ” ว่า สัดส่วนผู้ยื่นคำขอสิทธิบัตรการประดิษฐ์จากต่างประเทศที่อยู่ในระดับสูง เป็นผลจากลักษณะการดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการต่างชาติ ซึ่งเมื่อนำเทคโนโลยีเข้ามาทำตลาดในประเทศไทย จำเป็นต้องยื่นขอรับความคุ้มครองสิทธิบัตรในประเทศไทย

“ตัวเลขดังกล่าวมีส่วนสะท้อนการเข้ามาดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการต่างชาติในประเทศไทย แต่อาจไม่ใช่การลงทุนโดยตรงทั้งหมด เพราะแม้เพียงนำสินค้าเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทย ก็จำเป็นต้องยื่นขอรับความคุ้มครองสิทธิบัตรในประเทศไทยเช่นกัน” ผู้อำนวยการกองสิทธิบัตร ระบุ

นางสาวทักษอร กล่าวด้วยว่า แตกต่างจากอนุสิทธิบัตร ซึ่งเป็นการคุ้มครองการประดิษฐ์ที่มีขั้นการพัฒนาไม่ซับซ้อนมากนัก โดยผู้ยื่นคำขอส่วนใหญ่เป็นคนไทย คิดเป็นสัดส่วน 94% เนื่องจากต่างชาติมักนำเทคโนโลยีที่มีความก้าวหน้าสูงเข้ามาดำเนินธุรกิจ จึงเลือกยื่นขอรับความคุ้มครองในรูปแบบสิทธิบัตรการประดิษฐ์มากกว่าอนุสิทธิบัตร

ด้านอนุสิทธิบัตร มีการยื่นคำขอ 2,244 คำขอ เพิ่มขึ้น 16.69% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยกลุ่มที่ยื่นคำขอมากที่สุด ได้แก่ อาหารและเครื่องดื่ม ยาสมุนไพร ระบบสื่อสารและอุปกรณ์ส่งสัญญาณ อุปกรณ์ทางการแพทย์ และเทคโนโลยีชีวภาพใหม่ ขณะที่ผู้ยื่นคำขอส่วนใหญ่เป็นคนไทย คิดเป็นสัดส่วน 94%

สำหรับสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ มีการยื่นคำขอ 2,614 คำขอ เพิ่มขึ้น 13.31% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยแบบผลิตภัณฑ์ที่มีการยื่นคำขอมากที่สุด ได้แก่ ลวดลายผ้า บรรจุภัณฑ์ รถยนต์และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง เครื่องประดับ และอุปกรณ์ก่อสร้าง ขณะที่ผู้ยื่นคำขอคนไทยมีสัดส่วน 62%

ส่วนการแจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์ มีจำนวน 7,214 รายการ เพิ่มขึ้น 18.13% ผลงานที่มีการแจ้งข้อมูลมากที่สุด ได้แก่ งานวรรณกรรม เช่น งานนิพนธ์และโปรแกรมคอมพิวเตอร์ รองลงมา ได้แก่ งานศิลปกรรม งานดนตรีกรรม โสตทัศนวัสดุ และสิ่งบันทึกเสียง โดยผู้แจ้งข้อมูลส่วนใหญ่เป็นคนไทย คิดเป็นสัดส่วน 99%

นางอรมน กล่าวว่า สถิติในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2569 สะท้อนถึงการตื่นตัวของผู้ประกอบการ นักวิจัย และนักสร้างสรรค์ที่ให้ความสำคัญกับการคุ้มครองและใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินทางปัญญามากขึ้น ซึ่งทรัพย์สินทางปัญญาถือเป็นสินทรัพย์สำคัญที่ช่วยสร้างมูลค่าเพิ่ม ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน และต่อยอดสู่โอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ โดยกรมฯ จะเดินหน้ายกระดับบริการด้านการจดทะเบียนและการคุ้มครองสิทธิอย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งเสริมการนำผลงานวิจัย นวัตกรรม และความคิดสร้างสรรค์ไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ได้มากขึ้น และเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานนวัตกรรมของไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน

Back to top button