
XO เด้ง 14% รับข่าวซีอีโอควักเงินซื้อหุ้น 110 ล้านบาท รอบกว่า 2 ปี ลุ้นครึ่งปีหลังฟื้น
XO พุ่ง 14% รับข่าว “จิตติพร จันทรัช” ซีอีโอเข้าซื้อหุ้นกว่า 7.6 ล้านหุ้น มูลค่า 110 ล้านบาท เป็นครั้งแรกในรอบกว่า 2 ปี ลุ้นครึ่งปีหลังฟื้น โบรกมองหนุนจิตวิทยาการลงทุน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าวันนี้ (11 มิ.ย.69) ราคาหุ้น บริษัท เอ็กโซติค ฟู้ด จำกัด (มหาชน) หรือ XO ณ เวลา 10.57 น. อยู่ที่ระดับ 17.40 บาท เพิ่มขึ้น 2.20 บาท หรือ 14.47% โดยทำจุดสูงสุดที่ 18.20 บาท และทำจุดต่ำสุดที่ 15.90 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 87.31 ล้านบาท
สำหรับราคาหุ้นดีดกลับขึ้นมา ตอบรับ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยรายงานการเปลี่ยนแปลงการถือหลักทรัพย์และสัญญาซื้อขายล่วงหน้าของผู้บริหาร (แบบ 59) ของ บริษัท เอ็กโซติค ฟู้ด จำกัด (มหาชน) หรือ XO ระบุว่า นาย จิตติพร จันทรัช กรรมการ ได้แจ้งรายการซื้อหุ้น ผ่านการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยด้วยวิธี Auto Matching ผ่าน บริษัท หลักทรัพย์ทรีนีตี้ จำกัด
โดยเมื่อวันที่ 8 มิ.ย.69 โดย นายจิตติพร เข้าซื้อหุ้นเพิ่มจำนวน 2,830,300 หุ้น ราคาเฉลี่ย 14.00 บาท คิดเป็นมูลค่า 39.62 ล้านบาท ส่งผลให้ภายหลังการทำรายการ 39,630,300 หุ้น คิดเป็นสัดส่วนการถือครอง 9.25% ของสิทธิออกเสียงทั้งหมดของกิจการ
เมื่อวันที่ 9 มิ.ย.69 โดย นายจิตติพร เข้าซื้อหุ้นเพิ่มจำนวน 858,600 หุ้น ราคาเฉลี่ย 14.29 บาท คิดเป็นมูลค่า 12.26 ล้านบาท ส่งผลให้ภายหลังการทำรายการ 40,488,900 หุ้น คิดเป็นสัดส่วนการถือครอง 9.45% ของสิทธิออกเสียงทั้งหมดของกิจการ
เมื่อวันที่ 10 มิ.ย.69 โดย นายจิตติพร เข้าซื้อหุ้นเพิ่มจำนวน 3,875,500 หุ้น ราคาเฉลี่ย 14.98 บาท คิดเป็นมูลค่า 58.05 ล้านบาท ส่งผลให้ภายหลังการทำรายการ 44,364,400 หุ้น คิดเป็นสัดส่วนการถือครอง 10.35% ของสิทธิออกเสียงทั้งหมดของกิจการ
รวมการเข้าซื้อหุ้นทั้ง 3 รายการ นายจิตติพร ได้เข้าซื้อหุ้นทั้งหมดจำนวน 7,564,400 หุ้น คิดเป็นมูลค่า 109.93 ล้านบาท ส่งผลให้สัดส่วนการถือครองเพิ่มขึ้นเป็น 10.35% ของสิทธิออกเสียงทั้งหมดของบริษัท
บล.กรุงศรี ระบุว่า ผู้บริหารของบริษัทเข้าซื้อหุ้นครั้งแรกในรอบ 2.5 ปี โดยในช่วงวันที่ 8–10 มิถุนายนที่ผ่านมา คุณจิตติพร จันทร์รัช (CEO) ได้เข้าซื้อหุ้นในตลาดเป็นครั้งแรกในรอบดังกล่าว จำนวน 7.6 ล้านหุ้น คิดเป็นมูลค่าประมาณ 110 ล้านบาท หรือเฉลี่ยราคาที่ 14.5 บาทต่อหุ้น ซึ่งถือเป็นปัจจัยเชิงจิตวิทยาเชิงบวกต่อราคาหุ้น
ทั้งนี้ หากอ้างอิงเป้าหมายรายได้ของบริษัทในปี 2569 ที่คาดเติบโต เพิ่มขึ้น 10% เมื่อเทียบกับงวดเดียวของปีก่อน จะมี Upside ประมาณ 20% เมื่อเทียบกับประมาณการของฝ่ายวิจัยที่ +2% โดยน้ำหนักการเติบโตจะอยู่ในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2569 ซึ่งคาดว่าลูกค้าจะเริ่มกลับมาสต็อกสินค้าเพิ่มขึ้น หลังจากรายได้ในช่วง 7 ไตรมาสที่ผ่านมาอยู่ในกรอบ 500–600 ล้านบาทต่อไตรมาส
โดยภายใต้สมมติฐานรายได้เติบโต เพิ่มขึ้น 10% เมื่อเทียบกับงวดเดียวของปีก่อน และหากรายได้ในครึ่งปีแรก2569 ทรงตัว จะส่งผลให้รายได้ในครึ่งปีหลัง 2569 ปรับขึ้นมาอยู่ที่ระดับประมาณ 650 ล้านบาทต่อไตรมาส จากระดับ 500–550 ล้านบาทต่อไตรมาสในช่วงครึ่งแรกปี 2569 ซึ่งจะทำให้กำไรปกติทั้งปี 2569 มี Upside เพิ่มขึ้นราว 20% จากประมาณการปัจจุบันที่ 538 ล้านบาท (+5%)
อย่างไรก็ตาม ประมาณการดังกล่าวยังไม่รวมผลกระทบจากค่าใช้จ่ายพิเศษจากการทำลายพริกดอง มูลค่าประมาณ 70 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะเกิดขึ้นในช่วงไตรมาส 2–3 ปี 2569 โดยหากรวมรายการดังกล่าวแล้ว ยังมี Upside ประมาณ 7%
ในด้านมุมมองและคำแนะนำ ฝ่ายวิจัยประเมินว่าหุ้นได้รับปัจจัยบวกทางจิตวิทยาจากประเด็นดังกล่าว สะท้อนถึงมูลค่าหุ้นที่อาจยังอยู่ในระดับต่ำ (Undervalued) และทำให้ Risk-Reward เริ่มมีความน่าสนใจมากขึ้น โดยยังคงประมาณการกำไรสุทธิปี 2569 ที่ 538 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 5% เมื่อเทียบกับงวดเดียวของปีก่อน)
ในระยะสั้น คาดกำไรปกติไตรมาส 2/2569 ลดลงเมื่อเทียบกับช่วงปีก่อน แต่เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อน จากรายได้ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อย โดยคาดรายได้ราว 550 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม กำไรสุทธิยังคาดว่าจะลดลงทั้งเมื่อเทียบกับงวดเดียวของปีก่อน และจากไตรมาสก่อน จากค่าใช้จ่ายพิเศษ ขณะที่ให้น้ำหนักการเติบโตไปที่ครึ่งปีหลัง 2569 ซึ่งมีแนวโน้มชัดเจนมากขึ้น
ทั้งนี้ ยังคงคำแนะนำ “Neutral” โดยมีราคาเป้าหมายปี 2569 ที่ 15.1 บาท อิง PER 12 เท่า แต่ในเชิงกลยุทธ์ หากอิง Upside ที่ประเมินไว้ ราคาเป้าหมายเชิงเก็งกำไรอาจอยู่ที่ระดับ 18.1 บาท

