
“กรภัทร” ชี้ SET เสี่ยงปรับฐาน! แนะสะสม ADVANC ธีมบอลโลก-KBANK-KTB ปันผลเด่น
“กรภัทร วรเชษฐ์” มอง SET มีโอกาสปรับฐานตามตลาดโลก แต่ยังได้แรงประคองจากความหวังโครงการ TISA หนุนเม็ดเงินในประเทศ พร้อมให้แนวรับ 1,553-1,545 จุด แนวต้าน 1,578-1,584 จุด แนะสะสม KBANK-KTB รับธีมแบงก์ปันผลเด่น ขณะที่ ADVANC ได้อานิสงส์ฟุตบอลโลก 2026 หนุนการใช้งานดาต้าเพิ่มขึ้น
นายกรภัทร วรเชษฐ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ หัวหน้าสายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) หรือ KSS เปิดเผยผ่านรายการ “ข่าวหุ้นเจาะตลาด” เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2569 ว่า ตลาดหุ้นไทยระยะสั้นยังมีแนวโน้มพักฐานตามแรงกดดันจากตลาดหุ้นต่างประเทศ โดยเฉพาะตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่เริ่มเห็นสัญญาณพักตัวในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี หลังอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี กลับขึ้นมาเหนือระดับ 4.5% อีกครั้ง
ทั้งนี้ แม้ตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐฯ หรือ CPI ออกมาที่ระดับ 4.2% ซึ่งเป็นไปตามที่ตลาดคาดการณ์ และเงินเฟ้อพื้นฐานเพิ่มขึ้นเพียง 0.2% ต่ำกว่าตลาดคาดที่ 0.3% สะท้อนว่าแรงกดดันด้านราคาสินค้าพื้นฐานไม่ได้เร่งตัวรุนแรง แต่ตลาดยังคงกังวลต่อทิศทางอัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯในระยะสั้น โดยเฉพาะหลังบอนด์ยีลด์กลับมาปรับตัวขึ้น
ขณะเดียวกัน KSS ประเมินว่า ผลกระทบจากกำแพงภาษี หรือ Tariff Effect ต่อเงินเฟ้อมีแนวโน้มทยอยคลายตัวลงต่อเนื่องในช่วง 1 ปีข้างหน้า เนื่องจากฐานราคาสินค้าในปีก่อนอยู่ในระดับสูงกว่าปีนี้ หลังแรงกดดันจากมาตรการภาษีเริ่มลดลง ส่งผลให้ภาพเงินเฟ้อในระยะกลางมีโอกาสอ่อนตัวลง แม้ระยะสั้นยังต้องจับตาความผันผวนของราคาพลังงานจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง
สำหรับสถานการณ์ตะวันออกกลางยังเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตาม หลังท่าทีของสหรัฐฯ ต่ออิหร่านกลับมาแข็งกร้าวมากขึ้น ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวขึ้น อย่างไรก็ตามราคาน้ำมันยังไม่สามารถทำจุดสูงสุดใหม่ และยังเคลื่อนไหวใกล้บริเวณ 95 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล สะท้อนว่าตลาดยังไม่ได้ประเมินว่าสถานการณ์จะยืดเยื้อรุนแรงมากนัก
นายกรภัทรประเมินกรอบดัชนี SET วันนี้ โดยให้แนวรับที่ 1,553 จุด และ 1,545 จุด ส่วนแนวต้านอยู่ที่ 1,578 จุด และ 1,584 จุด โดยมองว่าตลาดหุ้นไทยอาจเคลื่อนไหวดีกว่าตลาดหุ้นเอเชียเหนือบางส่วน เนื่องจากระดับมูลค่าหุ้นยังถูกกว่า และมีแรงหนุนจากหุ้นปันผล รวมถึงความคาดหวังต่อมาตรการสนับสนุนการออมและการลงทุนระยะยาวในประเทศ
ส่วนประเด็นที่ตลาดให้ความสำคัญในประเทศ คือการหารือระหว่างตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย สภาธุรกิจตลาดทุนไทย และกระทรวงการคลัง เกี่ยวกับโครงการส่งเสริมการออมและการลงทุนส่วนบุคคล หรือ TISA ซึ่งหากมีความชัดเจน จะช่วยเสริมฐานเงินลงทุนในประเทศ และทำให้โครงสร้างตลาดทุนไทยแข็งแรงมากขึ้นในระยะยาว
ด้านกลยุทธ์การลงทุน KSS แนะนำจับตาหุ้นกลุ่มธนาคาร โดยมองว่าแรงกดดันจากประเด็นอินโดนีเซียเริ่มผ่อนคลาย ขณะที่ธนาคารไทยยังมีปัจจัยหนุนจากแนวโน้มรายได้ค่าธรรมเนียมที่ดีขึ้น และ Net Interest Margin มีโอกาสผ่านจุดต่ำสุดแล้ว
นอกจากนี้แนวโน้มดอกเบี้ยในประเทศคาดการณ์ว่าอัตราดอกเบี้ยจะยังคงอยู่ในระดับต่ำต่อเนื่องไปจนถึงสิ้นปี 2027 เป็นอย่างน้อย เพื่อสนับสนุนวัฏจักรการลงทุนและกระตุ้นอุปสงค์ในประเทศ (Domestic Demand) ที่ยังมีความเปราะบาง และหลายธนาคารมีเป้าหมายที่จะเพิ่มอัตราส่วนผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) ให้สูงขึ้น ซึ่งหมายถึงโอกาสในการได้รับเงินปันผลที่สูงขึ้นสำหรับนักลงทุนด้วย
อีกทั้งธนาคารหลายแห่งมีการป้องกันความเสี่ยงไว้ล่วงหน้า โดยการตั้งสำรองเผื่อหนี้เสียไว้ตั้งแต่ไตรมาส 2/69 เนื่องจากเล็งเห็นความเสี่ยงจากสถานการณ์สงครามและความไม่แน่นอนระดับโลก ทำให้พื้นฐานของธนาคารมีความแข็งแกร่ง โดยหุ้นที่น่าสนใจ ได้แก่ KBANK และ KTB
นอกจากนี้ยังแนะนำ ADVANC ในฐานะหุ้น Defensive Play ที่ได้อานิสงส์จากกระแสฟุตบอลโลก 2026 ซึ่งคาดว่าจะหนุนการใช้งานดาต้าเพิ่มขึ้น ขณะที่กรณี JAS และ MONO มองเป็นจิตวิทยาเชิงบวกต่อระบบนิเวศธุรกิจคอนเทนต์และแพลตฟอร์มกีฬา แต่ยังต้องติดตามความชัดเจนด้านจำนวนผู้สมัครใช้งาน และผลต่อปัจจัยพื้นฐานในระยะถัดไป

