หุ้นอิเล็กฯ ร่วงยกแผง! HANA-KCE ดิ่ง 9% เซ่นหุ้นเทคสหรัฐฯ ทรุด-กังวลคุม AI

หุ้นอิเล็กทรอนิกส์ร่วงยกแผง นำโดย HANA-KCE ดิ่งกว่า 9% ขณะที่ DELTA-CCET-SMT ปรับตัวลง 4-5% ตามแรงขายหุ้นเทคโนโลยีสหรัฐฯ หลังตลาดกังวลมาตรการควบคุม AI และดาต้าเซ็นเตอร์เข้มงวดขึ้น ซ้ำเติมด้วยข่าวไมครอนระงับก่อสร้างโรงงานชิปในไต้หวันชั่วคราว


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (6 พ.ย. 2569) ราคาหุ้นกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยปรับตัวลดลงทั่วหน้า ตามทิศทางหุ้นเทคโนโลยีในตลาดสหรัฐฯ ที่เผชิญแรงเทขายอย่างหนัก ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับแนวโน้มมาตรการกำกับดูแลการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) และศูนย์ข้อมูล (Data Center) ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการขยายตัวของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และความต้องการชิปในระยะข้างหน้า

โดย ณ เวลา 10.05 น. นำโดย บริษัท เคซีอี อีเลคโทรนิคส์ จำกัด (มหาชน)  หรือ KCE ราคาหุ้นอยู่ที่ 60.25 บาท ลบ 6.00 บาท หรือ 9.06% สูงสุดที่ระดับ 63.25 บาท ต่ำสุดที่ระดับ 59.25 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 1,623.95 ล้านบาท

บริษัท ฮานา ไมโครอิเล็คโทรนิคส จำกัด (มหาชน) หรือ HANA ราคาหุ้นอยู่ที่ 37.50 บาท ลบ 3.75 บาท หรือ 9.09% สูงสุดที่ระดับ 38.75 บาท ต่ำสุดที่ระดับ 37.00 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 445.59 ล้านบาท

บริษัทเดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ DELTA ราคาหุ้นอยู่ที่ 179.00 บาท ลบ 8.00 บาท หรือ 4.28% สูงสุดที่ระดับ 182.00 บาท ต่ำสุดที่ระดับ 177.00 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 1,606.60 ล้านบาท

บริษัท แคล-คอมพ์ อีเล็คโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ CCET ราคาหุ้นอยู่ที่ 7.35 บาท ลบ 0.40 บาท หรือ 5.16% สูงสุดที่ระดับ 7.50 บาท ต่ำสุดที่ระดับ 7.30 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 161.33 ล้านบาท

บริษัท สตาร์ส ไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ SMT ราคาหุ้นอยู่ที่ 6.80 บาท ลบ 0.40 บาท หรือ 5.56% สูงสุดที่ระดับ 6.95 บาท ต่ำสุดที่ระดับ 6.70 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 97.85 ล้านบาท

บริษัท ทีมพรีซิชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TEAM ราคาหุ้นอยู่ที่ 4.98 บาท ลบ 0.17 บาท หรือ 3.30% สูงสุดที่ระดับ 5.05 บาท ต่ำสุดที่ระดับ 4.90 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 5.37 ล้านบาท

สำหรับปัจจัยกดดันราคาหุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ มาจากแรงเทขายหุ้นเทคโนโลยีในตลาดสหรัฐฯ หลังนักลงทุนเพิ่มความระมัดระวังต่อแนวโน้มนโยบายกำกับดูแลการลงทุนในธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ ภายหลังผู้สมัครจากพรรคเดโมแครตที่มีนโยบายเสนอให้ระงับการพัฒนาโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งผู้ว่าการรัฐเท็กซัสและจอร์เจีย ส่งผลให้ตลาดกังวลว่าการขยายโครงสร้างพื้นฐาน AI อาจชะลอตัว และกระทบต่อความต้องการชิปและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง

ขณะเดียวกัน สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า บริษัท ไมครอน เทคโนโลยี (Micron Technology) ผู้ผลิตชิปหน่วยความจำรายใหญ่ของสหรัฐฯ ประกาศระงับการก่อสร้างโรงงานผลิตชิปแห่งใหม่ในไต้หวันเป็นการชั่วคราว ซึ่งเป็นโครงการลงทุนมูลค่า 4.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 1.5 แสนล้านบาท หลังเผชิญข้อพิพาทด้านแรงงานที่ยืดเยื้อ

ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวเดิมมีกำหนดก่อสร้างแล้วเสร็จและเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ภายในปี 2571 เพื่อรองรับการผลิตชิปหน่วยความจำประเภท DRAM และชิปหน่วยความจำความเร็วสูง HBM (High Bandwidth Memory) ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีความต้องการเพิ่มขึ้นตามการขยายตัวของอุตสาหกรรม AI

รายงานระบุว่า ข้อพิพาทดังกล่าวเกิดจากกลุ่มพนักงานเรียกร้องให้บริษัทปรับเพิ่มค่าตอบแทน พร้อมเสนอให้จัดสรรส่วนแบ่งกำไรจากการดำเนินงานของไมครอนทั่วโลกในสัดส่วน 15% เพื่อแบ่งปันให้แก่พนักงาน

อย่างไรก็ตาม ตัวแทนไมครอนยืนยันว่า การดำเนินงานของฐานการผลิตเดิมในไต้หวันยังคงเป็นไปตามปกติและไม่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าว โดยฐานการผลิตในไต้หวันถือเป็นหนึ่งในศูนย์กลางการผลิตสำคัญของบริษัท คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 60% ของกำลังการผลิตชิป DRAM รวมทั่วโลก

นอกจากนี้ ความเคลื่อนไหวทางการเมืองของสหรัฐฯ ยังเพิ่มแรงกดดันต่ออุตสาหกรรม AI หลัง นางยัสซามิน อันซารี (Yassamin Ansari) สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ จากพรรคเดโมแครต เรียกร้องให้ระงับการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ขั้นก้าวหน้าเป็นการชั่วคราว พร้อมเสนอให้กำหนดมาตรการห้ามพัฒนาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ขั้นสูงสุด (Superintelligence) โดยทันที เพื่อจำกัดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากเทคโนโลยีดังกล่าว

ท่าทีดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงที่การลงทุนด้าน AI มีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ โดยรายงานระบุว่า เม็ดเงินลงทุนในอุตสาหกรรมดังกล่าวมีส่วนสนับสนุนการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) สหรัฐฯ ในปีนี้สูงถึงประมาณหนึ่งในสาม

ขณะเดียวกัน นักลงทุนยังมีความกังวลเกี่ยวกับความสามารถในการสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนด้าน AI ที่มีมูลค่าสูง ส่งผลให้แรงขายกระจายไปยังหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์และบริษัทที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล

โดยราคาหุ้น Nvidia ผู้ผลิตชิปรายใหญ่ของสหรัฐฯ ปรับตัวลดลง 9.3% ขณะที่ Advanced Micro Devices (AMD) ร่วงลง 17.3% ส่วน CoreWeave ผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐาน AI ผ่านระบบคลาวด์ ลดลง 9.8% และ GE Vernova ผู้จัดหาอุปกรณ์ด้านพลังงานให้แก่ธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ ปรับตัวลดลง 7.5%

ด้านหุ้น Qualcomm ปรับตัวลดลง 9.49% หลังรายงานยอดขายชิปสำหรับสมาร์ตโฟนในไตรมาสล่าสุดต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ ท่ามกลางอุปสงค์ที่อ่อนแอและรายได้ที่เกี่ยวข้องกับ Apple ลดลง

อย่างไรก็ตาม หุ้น AppLovin ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มการตลาด ปรับตัวเพิ่มขึ้น 31% สวนทางภาพรวมตลาด หลังบริษัทเปิดเผยรายได้และกำไรสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ พร้อมอนุมัติเพิ่มวงเงินสำหรับโครงการซื้อหุ้นคืน

ทั้งนี้ นักลงทุนยังติดตามการเปิดเผยตัวเลขการจ้างงานสหรัฐฯ ประจำเดือนตุลาคม ซึ่งมีกำหนดประกาศในวันที่ 6 พฤศจิกายน 2569 ตามเวลาสหรัฐฯ เพื่อประเมินทิศทางตลาดแรงงานและแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ในระยะต่อไป

ขณะที่ บริษัท เคซีอี อีเลคโทรนิคส์ จำกัด (มหาชน) หรือ KCE รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 3/2569 มีกำไรสุทธิ 484.62 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 62.95% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 297.40 ล้านบาท โดยได้รับปัจจัยสนับสนุนหลักจากการปรับเพิ่มราคาขายสินค้าเพื่อชดเชยต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้น ส่งผลให้รายได้จากการขายเติบโต ประกอบกับอัตรากำไรขั้นต้นที่ปรับตัวดีขึ้น และค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารที่ลดลง แม้ว่าบริษัทยังคงเผชิญข้อจำกัดด้านการจัดหาวัตถุดิบและปริมาณการส่งมอบแผ่นวงจรพิมพ์ (PCB) ที่ลดลงก็ตาม

อย่างไรก็ตาม แม้กำไรสุทธิไตรมาส 3/2569 จะเติบโตอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ผลประกอบการยังออกมาต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ โดยข้อมูลจาก LSEG Consensus ระบุว่า นักวิเคราะห์ประเมินรายได้รวมของ KCE ในไตรมาส 3/2569 ไว้ที่ 4,230.25 ล้านบาท ขณะที่บริษัทมีรายได้รวมจริง 4,017.30 ล้านบาท ต่ำกว่าคาด 212.95 ล้านบาท หรือ 5.03% ส่วนกำไรสุทธิอยู่ที่ 484.62 ล้านบาท ต่ำกว่าประมาณการที่ 500 ล้านบาท จำนวน 15.38 ล้านบาท หรือ 3.08%

Back to top button