BLS ลุ้น SET สิ้นปี 1,650 จุด แนะจัดพอร์ตลุย PTT-GULF-BGRIM

บล.บัวหลวง (BLS) ประเมินดัชนีหุ้นไทยสิ้นปี 2569 มีลุ้นทะยานทดสอบ 1,600-1,650 จุด รับอานิสงส์กำไรบริษัทจดทะเบียนเติบโตแข็งแกร่งและวัฏจักรการลงทุน Data Center ฟื้นตัว ขณะที่เป้าหมายดัชนีปี 2570 มองทะลุ 1,710 จุด พร้อมแนะกลยุทธ์ Barbell Strategy ชู PTT-GULF-BGRIM น่าเก็บเข้าพอร์ต และเตือนระวังกลุ่มอสังหาฯ-บริหารหนี้เสียที่ยังเผชิญความเปราะบางของกำลังซื้อฐานราก


นายชัยพร น้อมพิทักษ์เจริญ กรรมการผู้จัดการ กิจการค้าหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) หรือ BLS เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดหุ้นไทยในช่วง 9 เดือนแรก ดัชนี SET ปรับตัวเพิ่มขึ้นโดดเด่น 23% โดยได้รับแรงหนุนจาก 2 ปัจจัยหลัก ได้แก่ 1. วัฏจักรเทคโนโลยีโลก ที่ส่งผลให้ราคาหุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ปรับตัวขึ้นมากกว่า 50% นับตั้งแต่ต้นปี พร้อมดึงดูดเม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) เข้าสู่ระบบนิเวศ Data Center และ 2. วัฏจักรการลงทุนในประเทศ ทั้งโครงสร้างพื้นฐานระบบไฟฟ้าและการติดตั้ง Solar Rooftop ซึ่งส่งผลดีต่อกลุ่มโรงไฟฟ้าและรับเหมาก่อสร้าง

ขณะเดียวกัน ภาคการผลิตทั่วโลกที่กลับมาขยายตัวได้ช่วยสนับสนุนหุ้นกลุ่ม Global Play ทั้งพลังงาน ปิโตรเคมี บรรจุภัณฑ์ และอิเล็กทรอนิกส์ ส่งผลให้มีการปรับเพิ่มประมาณการกำไรบริษัทจดทะเบียนขึ้น 17% นับตั้งแต่ต้นปี โดยคาดการณ์กำไรต่อหุ้น (EPS) จะอยู่ที่ระดับ 113 บาท เติบโตถึง 30% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ด้านเม็ดเงินลงทุนต่างชาติช่วง 9 เดือนแรก พลิกกลับมาซื้อสุทธิ 2.5 หมื่นล้านบาท จากปีก่อนที่ขายสุทธิราว 1.1 แสนล้านบาท แม้จะเริ่มเห็นแรงเทขายในเดือนกันยายนจากความกังวลเรื่องสงครามยืดเยื้อและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ทรงตัวระดับสูงก็ตาม

สำหรับทิศทางเศรษฐกิจในประเทศยังฟื้นตัวแบบ K-Shape การส่งออกและการลงทุนเอกชนเติบโตได้ดี แต่การบริโภคเผชิญแรงกดดันจากหนี้ครัวเรือนระดับ 86% และราคาน้ำมันดีเซลที่ปรับขึ้น ส่วนผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมประเมินว่าอยู่ในวงจำกัด กระทบ GDP ไม่ถึง 0.1% และกระทบกำไรบริษัทจดทะเบียนไม่ถึง 2%

แนวโน้มตลาดหุ้นไทยไตรมาส 4/2569 แม้ยังมีความเสี่ยงจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ แต่ได้แรงหนุนสำคัญจากวัฏจักรการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและ Data Center ที่จะลากยาวถึงปี 2570 โดยประเมินดัชนี SET สิ้นปีนี้ หากสงครามรุนแรงขึ้น (Worst Case) อาจปรับฐานลงทดสอบ 1,500 จุด แต่หากสถานการณ์ไม่บานปลาย ดัชนีมีโอกาสปรับขึ้นทดสอบ 1,600–1,650 จุด และมองเป้าหมายดัชนีปี 2568 ไว้ที่ 1,710 จุด

ด้านนายพิริยพล คงวาณิช นักกลยุทธ์ปัจจัยพื้นฐาน ฝ่ายวิเคราะห์การลงทุนเพื่อบริหารความมั่งคั่ง บล.บัวหลวง แนะนำกลยุทธ์การลงทุนแบบ Barbell Strategy โดยกระจายความเสี่ยงระหว่างสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยงและหุ้นเติบโตจากเมกะเทรนด์ ดังนี้

กลุ่มที่ได้รับประโยชน์จากราคาพลังงานในระดับสูงและปันผลเด่น แนะนำ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT ขณะที่กลุ่มเติบโตระยะยาวและได้ประโยชน์จากการขยาย Data Center แนะนำ บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF และ บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BGRIM

กลุ่มที่พึ่งพากำลังซื้อระดับปานกลาง-บน แนะนำ บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ CRC และ บริษัท คอมเซเว่น จำกัด (มหาชน) หรือ COM7 ส่วนกลุ่มท่องเที่ยวที่รับอานิสงส์นักท่องเที่ยวระยะไกล แนะนำ บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) หรือ CENTEL

สำหรับกลุ่มธนาคารที่มีปันผลเด่น แนะนำ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB และ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK ซึ่งคาดว่าจะให้อัตราผลตอบแทนปันผลราว 5% นอกจากนี้ยังแนะนำ บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือ CPN (ปันผล 4.5-4.6%) และ บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) หรือ BDMS (ปันผลมากกว่า 4%)

ส่วนกลุ่มที่ควรหลีกเลี่ยงการลงทุนในระยะสั้น ได้แก่ อสังหาริมทรัพย์และธุรกิจบริหารหนี้เสีย เช่น บริษัท เจ เอ็ม ที เน็ทเวอร์ค เซอร์วิสเซ็ส จำกัด (มหาชน) หรือ JMT และ บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ BAM เนื่องจากกำลังซื้อระดับฐานรากยังคงเปราะบาง

ทั้งนี้ แนะนำการจัดพอร์ตลงทุนออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ 1. Core Portfolio (60-70%) ลงทุนผ่านกลยุทธ์ Auto Top Funds กระจายสินทรัพย์ทั่วโลก 2. Satellite Portfolio (20-30%) เน้นลงทุนผ่าน DR Stock Focus อ้างอิงหุ้นเมกะเทรนด์สหรัฐฯ และ 3. Cash Flow (10-20%) เน้นสร้างกระแสเงินสดจากหุ้นปันผลไทย หรือตราสาร FCN ที่ให้ผลตอบแทนราว 8-10% ต่อปี

Back to top button