
“กัณฑรา” เตือน SET ห้ามหลุด 1,470 จุด เสี่ยงขาลง แนะลงทุนรายตัว BDMS-BTG-CPN-ITC
“กัณฑรา” ชี้ SET เผชิญแรงขายตามตลาดโลก หลังหุ้นเทคโนโลยีทรุดหนักจากความกังวลคุมเข้ม AI-Data Center เตือนแนวรับ 1,470 จุด หากหลุดเสี่ยงเข้าสู่ขาลง แนะ Selective Buy หุ้นพื้นฐานแกร่ง BDMS-BTG-CPN-ITC เด่น
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (6 พ.ย. 2569) นายกัณฑรา ลดาวัลย์ ณ อยุธยา กรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) หรือ FSS เปิดเผยผ่านรายการ “ข่าวหุ้นเจาะตลาด” ว่า ตลาดหุ้นไทยกำลังเผชิญแรงกดดันอย่างหนักจากปัจจัยต่างประเทศ หลังตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวลดลงรุนแรง โดยเฉพาะดัชนี Nasdaq ที่ร่วงลงกว่า 5%
ขณะที่ตลาดหุ้นสำคัญในภูมิภาคเอเชีย ทั้งญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และไต้หวัน ต่างปรับตัวลดลงตามทิศทางเดียวกัน ส่งผลให้ดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET Index) ช่วงเช้าปรับตัวลดลงกว่า 20 จุด
ทั้งนี้ ระดับ 1,470 จุด ถือเป็นแนวรับสำคัญที่นักลงทุนต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เนื่องจากหากดัชนีปรับตัวหลุดระดับดังกล่าว อาจส่งสัญญาณเปลี่ยนแนวโน้มตลาดเข้าสู่ภาวะขาลงอย่างเต็มตัวในเชิงเทคนิค หลังตลาดหุ้นไทยเผชิญแรงขายต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ยังมีโอกาสที่ดัชนีจะเกิดแรงซื้อกลับระยะสั้น เนื่องจากปรับตัวลดลงอย่างรวดเร็ว
สำหรับปัจจัยกดดันหลักมาจากความกังวลภายหลังพรรคเดโมแครตได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ ซึ่งอาจนำไปสู่มาตรการกำกับดูแลธุรกิจปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการลงทุนศูนย์ข้อมูล (Data Center) ที่เข้มงวดมากขึ้น รวมถึงแนวโน้มการปรับเพิ่มภาษีนิติบุคคล ส่งผลให้นักลงทุนเทขายหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีอย่างหนัก
นอกจากนี้ หุ้นกลุ่ม AI ยังเผชิญความคาดหวังด้านผลประกอบการในระดับสูง แม้บางบริษัทจะรายงานกำไรดีกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ แต่ราคาหุ้นกลับปรับตัวลดลง เนื่องจากนักลงทุนเริ่มกังวลเกี่ยวกับภาระเงินลงทุนจำนวนมากที่จำเป็นต้องใช้ในการพัฒนาเทคโนโลยีและขยายโครงสร้างพื้นฐาน AI ในระยะต่อไป
ขณะที่ตลาดหุ้นไทยได้รับผลกระทบจากแรงขายหุ้นกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ โดยเฉพาะ บริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ DELTA ซึ่งเป็นหุ้นขนาดใหญ่ที่มีอิทธิพลต่อการเคลื่อนไหวของดัชนี SET ส่งผลให้ตลาดหุ้นไทยปรับตัวลดลงตามตลาดต่างประเทศ
นายกัณฑรา กล่าวว่า ความเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นไทยในช่วงนี้ถูกขับเคลื่อนด้วยปัจจัยภายนอกเป็นหลัก ขณะที่ปัจจัยพื้นฐานภายในประเทศไม่ได้เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนหลายแห่งยังอยู่ในระดับแข็งแกร่ง โดยเฉพาะกลุ่มธนาคารพาณิชย์ที่รายงานกำไรออกมาค่อนข้างดี รวมถึงบริษัทขนาดใหญ่บางแห่งที่มีผลประกอบการสูงกว่าคาดการณ์
อย่างไรก็ตาม นักลงทุนต้องระมัดระวังความแตกต่างระหว่างตลาดหุ้นไทยกับตลาดหุ้นต่างประเทศ เนื่องจากในช่วงที่ตลาดโลกปรับตัวลดลง ตลาดหุ้นไทยมักได้รับแรงกดดันตามไปด้วย แต่เมื่อตลาดต่างประเทศฟื้นตัว ตลาดหุ้นไทยอาจไม่ได้ปรับเพิ่มขึ้นในระดับเดียวกัน จึงจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับจังหวะการเข้าลงทุน
สำหรับมุมมองระยะกลางถึงระยะยาว นายกัณฑรา ประเมินว่า ดัชนี SET มีโอกาสปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 1,700 จุด ภายใน 12 เดือนข้างหน้า เมื่อพิจารณาจากปัจจัยพื้นฐานของตลาดหุ้นไทย โดยมองว่าการปรับตัวลดลงในปัจจุบันอาจเป็นโอกาสสำหรับนักลงทุนที่สามารถถือครองหุ้นระยะกลางถึงระยะยาวได้
ทั้งนี้ หากดัชนีสามารถรักษาระดับแนวรับ 1,470 จุดไว้ได้ จะเป็นจังหวะที่น่าสนใจสำหรับการทยอยสะสมหุ้นพื้นฐานดี เนื่องจากราคาหุ้นที่ปรับตัวลดลงจะช่วยเพิ่มโอกาสรับผลตอบแทนจากส่วนต่างราคา (Capital Gain) ในอนาคต โดยเมื่อเทียบกับเป้าหมายดัชนี 1,700 จุด จะยังมีส่วนต่างการปรับตัวเพิ่มขึ้นมากกว่า 200 จุด
ส่วนประเด็นมาตรการกำกับดูแลธุรกิจ AI ของสหรัฐฯ มองว่าอาจเป็นโอกาสสำหรับประเทศในภูมิภาคเอเชีย รวมถึงประเทศไทย เนื่องจากผู้ประกอบการเทคโนโลยีอาจพิจารณากระจายการลงทุน Data Center ไปยังประเทศอื่น หากสหรัฐฯ มีข้อจำกัดด้านกฎระเบียบเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงนโยบายยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เนื่องจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยังคงดำรงตำแหน่งผู้นำสหรัฐฯ และมีแนวนโยบายสนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรม AI
นอกจากนี้ การเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบของสภาคองเกรสจากผลการเลือกตั้งกลางเทอมจะมีผลในวันที่ 3 มกราคม 2570 จึงยังมีระยะเวลาที่ฝ่ายบริหารชุดปัจจุบันสามารถดำเนินนโยบายต่าง ๆ ได้ ขณะที่การแข่งขันด้านเทคโนโลยีระหว่างสหรัฐฯ และจีนยังเป็นปัจจัยสำคัญที่อาจทำให้รัฐบาลสหรัฐฯ ไม่สามารถชะลอการพัฒนา AI ได้มากนัก
ด้านกลยุทธ์การลงทุน นายกัณฑรา แนะนำให้นักลงทุนใช้วิธีเลือกซื้อหุ้นรายตัว (Selective Buy) โดยเน้นบริษัทที่มีผลประกอบการแข็งแกร่ง แนวโน้มกำไรระยะกลางถึงระยะยาวเติบโตต่อเนื่อง และมีมูลค่าหุ้นที่เหมาะสม ไม่จำเป็นต้องกระจายลงทุนในหุ้นจำนวนมาก แต่ควรเลือกหุ้นในธุรกิจที่มีความเข้าใจและสามารถติดตามปัจจัยพื้นฐานได้อย่างใกล้ชิด
สำหรับหุ้นที่น่าสนใจในเดือนพฤศจิกายน ได้แก่ บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) หรือ BDMS, บริษัท เบทาโกร จำกัด (มหาชน) หรือ BTG, บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือ CPN และบริษัท ไอ-เทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ITC ซึ่งเป็นหุ้นที่สามารถนำมาพิจารณาเลือกลงทุนตามความเหมาะสมของแต่ละบุคคล

