ดาวโจนส์ปิดบวก 92 จุด รับข่าวอังกฤษระงับรณรงค์ Brexit ชั่วคราว

ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดบวกเมื่อคืนนี้ (16 มิ.ย.) หลังจากมีรายงานว่าฝ่ายสนับสนุนและฝ่ายคัดค้านอังกฤษแยกตัวจากสหภาพยุโรป (Brexit) ได้ประกาศระงับการรณรงค์ชั่วคราวเมื่อวานนี้ ภายหลังจากโจ ค็อกซ์ สมาชิกสภานิติบัญญัติสังกัดพรรคแรงงานของอังกฤษ ได้ถูกยิงเสียชีวิต โดยเหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลให้แรงกดดันเกี่ยวกับประเด็น Brexit ผ่อนคลายลง และหนุนตลาดหุ้นนิวยอร์กดีดตัวขึ้นหลังจากที่ร่วงลงติดต่อกัน 5 วันทำการก่อนหน้านี้


สำนักข่าวอินโฟเควสท์รายงานว่า ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิด (16 มิ.ย.) ที่ 17,733.10 จุด เพิ่มขึ้น 92.93 จุด หรือ +0.53%, ดัชนี NASDAQ ปิดที่ 4,844.92 จุด เพิ่มขึ้น 9.99 จุด หรือ +0.21% และดัชนี S&P500 ปิดที่ 2,077.99 จุด เพิ่มขึ้น 6.49 จุด หรือ +0.31%

ตลาดหุ้นนิวยอร์กดีดตัวขึ้นเนื่องจากแรงกดดันเกี่ยวกับประเด็น Brexit เริ่มผ่อนคลายลง หลังจากมีรายงานว่า ฝ่ายสนับสนุน และฝ่ายคัดค้านอังกฤษแยกตัวจากสหภาพยุโรป ได้ประกาศระงับการรณรงค์ชั่วคราวเมื่อวานนี้ ภายหลังจากโจ ค็อกซ์ สมาชิกสภานิติบัญญัติสังกัดพรรคแรงงานซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านของอังกฤษ ได้เสียชีวิตลง หลังได้รับบาดเจ็บสาหัสจากการถูกยิงและแทงในเขตเลือกตั้งของเธอทางตอนเหนือของอังกฤษเมื่อวานนี้ ขณะที่กำลังเตรียมจัดการประชุมเพื่อพบปะกับประชาชนในเมืองเบอร์สทอล ซึ่งอยู่ใกล้เมืองลีดส์

สื่อต่างประเทศระบุว่า ค็อกซ์เป็นหนึ่งในผู้ที่สนับสนุนให้อังกฤษยังคงเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป และการเสียชีวิตของค็อกซ์อาจทำให้ชาวอังกฤษเลือกที่จะอยู่ในสหภาพยุโรปต่อไป ในการลงประชามติซึ่งจะมีขึ้นในวันที่ 23 มิ.ย.นี้ การประกาศระงับการรณรงค์ Brexit เป็นการชั่วคราวนั้น ช่วยให้บรรยากาศการซื้อขายในตลาดหุ้นนิวยอร์กผ่อนคลายลง หลังจากที่ตลาดร่วงลงติดต่อกัน 5 วันทำการก่อนหน้านี้ อันเนื่องมาจากความวิตกกังวลเกี่ยวกับผลกระทบของ Brexit ที่จะมีต่อเศรษฐกิจในอังกฤษและประเทศอื่นๆในกลุ่มสหภาพยุโรป

นอกจากนี้ ตลาดยังได้รับแรงหนุนจากรายงานของกระทรวงแรงงานสหรัฐที่ระบุว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ขยับขึ้น 0.2% ในเดือนพ.ค. เมื่อเทียบรายเดือน ส่วนดัชนี CPI พื้นฐานซึ่งไม่นับรวมหมวดอาหารและพลังงาน ดัชนี CPI พื้นฐานขยับขึ้น 0.2% ในเดือนพ.ค.เช่นกัน

หุ้นกลุ่มสินค้าเพื่อผู้บริโภคดีดตัวขึ้นเพราะได้แรงหนุนจากการคาดการณ์ที่ว่า การอ่อนค่าของสกุลเงินดอลลาร์จะช่วยให้กำไรในต่างประเทศของบริษัทกลุ่มนี้ฟื้นตัวขึ้น โดยหุ้นฮอร์เมล ฟู๊ดส์ พุ่งขึ้น 2.3% ส่วนหุ้นไทสัน ฟู๊ดส์ และหุ้นแคมเบลล์ ซุป ต่างก็ปรับตัวขึ้นกว่า 1.5% หุ้นเมอร์ค แอนด์ โค ซึ่งเป็นบริษัทเวชภัณฑ์รายใหญ่ของสหรัฐ พุ่งขึ้น 2.5% หลังจากผลการทดสอบยา Keytruda ซึ่งเป็นยารักษามะเร็งปอด ออกมาในเชิงบวก

นักลงทุนจับตาทางการสหรัฐจะเปิดเผยตัวเลขการเริ่มสร้างบ้าน-การอนุญาตก่อสร้างเดือนพ.ค.ในวันนี้ นอกจากนี้ ตลาดยังจับตานางเจเน็ต เยลเลน ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (FED) ซึ่งจะแถลงเกี่ยวกับนโยบายการเงิน และภาวะเศรษฐกิจสหรัฐ ต่อคณะกรรมาธิการการธนาคารประจำวุฒิสภาในวันอังคารหน้า และจะแถลงต่อคณะกรรมาธิการบริการการเงินประจำสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐในวันพุธหน้า เพื่อหาสัญญาณบ่งชี้การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยสหรัฐเป็นครั้งแรกในปีนี้ หลังจากเฟดปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 10 ปีเมื่อเดือนธ.ค.ปีที่แล้ว

Back to top button