“ดาวโจนส์” ปิดบวก 329 จุด รับเงินลงทุนไหลเข้า “หุ้นวัฏจักร” – จับตาประชุมเฟด

วอลล์สตรีทปิดผสม ดาวโจนส์บวก 328.64 จุด ขณะที่ Nasdaq ร่วงกว่า 1% หลังแรงขายทำกำไรหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและเซมิคอนดักเตอร์ จับตาผลประชุม FOMC และการแถลงของประธานเฟดคนใหม่


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดการซื้อขายเมื่อคืนวันอังคาร (16 มิ.ย.69) โดยดัชนีดาวโจนส์ปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่ดัชนี Nasdaq และ S&P 500 ปรับตัวลดลง หลังนักลงทุนทยอยขายทำกำไรหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและเซมิคอนดักเตอร์ ภายหลังตลาดพุ่งขึ้นอย่างแข็งแกร่งในวันก่อนหน้า จากความหวังเกี่ยวกับข้อตกลงระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน

ทั้งนี้ ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ (.DJI) ปิดที่ 51,999.67 จุด เพิ่มขึ้น 328.64 จุด หรือ +0.64% ขณะที่ดัชนี S&P 500 (.SPX) ปิดที่ 7,511.35 จุด ลดลง 42.94 จุด หรือ -0.57% และดัชนี Nasdaq Composite (.IXIC) ปิดที่ 26,376.34 จุด ลดลง 307.60 จุด หรือ -1.15%

สำนักข่าวรอยเตอร์ (Reuters) รายงานว่า หลังจากตลาดปรับตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่งในวันจันทร์ จากความหวังเกี่ยวกับข้อตกลงระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน นักลงทุนชะลอการเข้าซื้อหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี แม้ว่าราคาน้ำมันดิบจะปรับตัวลงแตะระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคมก็ตาม

ดัชนีดาวโจนส์ยังคงปิดที่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ต่อเนื่องเป็นวันที่ 2 โดยได้รับแรงหนุนจากการหมุนเงินลงทุนเข้าสู่หุ้นวัฏจักร (Cyclical Stocks) ขณะที่แรงขายทำกำไรในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและเซมิคอนดักเตอร์กดดันให้ Nasdaq และ S&P 500 ปรับตัวลดลง

นักลงทุนยังคงจับตาผลการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ระหว่างวันที่ 16-17 มิถุนายนนี้ ซึ่งนับเป็นการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (FOMC) ครั้งแรกภายใต้การนำของนายเควิน วอร์ช ในฐานะประธานเฟดคนใหม่ โดยตลาดส่วนใหญ่คาดว่าเฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 3.50-3.75% พร้อมจับตาการแถลงข่าวของประธานเฟด เพื่อประเมินทิศทางนโยบายการเงินในระยะต่อไป

นายมาร์ก ลุชชีนี หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุนของ Janney Montgomery Scott กล่าวว่า ตลาดกำลังซึมซับแรงบวกจากการปรับตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่งในวันก่อนหน้า พร้อมระบุว่า นักลงทุนยังคงระมัดระวังก่อนการประกาศผลการประชุมเฟด

ในบรรดา 11 กลุ่มอุตสาหกรรมหลักของดัชนี S&P 500 มี 7 กลุ่มปิดในแดนบวก นำโดยกลุ่มการเงินเพิ่มขึ้น 1.5% และกลุ่มอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น 0.7% ขณะที่กลุ่มเทคโนโลยีปรับตัวลงมากที่สุด ลดลง 2.3% ส่วนดัชนี Philadelphia Semiconductor Index (SOX) ร่วงลง 5.7%

สำหรับหุ้นรายตัว SpaceX ปรับตัวขึ้น 4.8% ปิดที่ 201.80 ดอลลาร์ หลังแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 225.64 ดอลลาร์ ส่งผลให้มูลค่าตลาดของบริษัทก้าวขึ้นเป็นอันดับ 5 ของสหรัฐฯ โดยระหว่างการซื้อขายเคยมีมูลค่าสูงกว่า Microsoft เป็นการชั่วคราว

Back to top button